วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

WELCOME TO MYWEBBLOG

ยินดีต้อนรับสู่MYWEBBLOG(เว็บบล็อกของฉัน) WELCOME TO MYWEBBLOG
ท่านสามารถเข้าชมบล็อกนี้ได้ผ่าน www.our-web-site.co.cc
หรือmyblog-mywebblog.blogspot.com

เจาะลึก! ชาเขียว เครื่องดื่มพันธุ์ใหม่! ของวัยรุ่น

เดี่ยวนี้ ไปไหนมาไหน จะเห็นได้ว่ามีคนดื่มชาเขียวกันเยอะ โดยเฉพาะวัยรุ่นและ วัยทำงาน เพราะคิดว่าได้ทั้งประโยชน์ด้านสุขภาพ ความอร่อย และกระแสฟีเวอร์ที่มีมากในปัจจุบัน
“ชา” ชื่อนี้ก็มีที่มาน่ะ! 
ชาวจีนเป็นชนชาติที่ได้ดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ พวกเขาเรียกว่า "ฉ่า" หรือ "เต๊" มาก่อนอย่างน้อย 4000 ปีก่อนที่ชาจะถูกส่งเข้าลอนดอนเป็นครั้งแรกในทศวรรษที่ 1630 โดยเหตุที่คนเราได้รู้จักชาก็คล้าย ๆ กับโฆษณาที่เราเคยดู ที่ซามูไรสู้กันแล้วอีกฝ่ายถูกกดน้ำแต่สดชื่น แต่ของจริงเกิดที่เมืองจีน เมื่อ 2737 ปีก่อนคริสตศักราช 

โดยจักรพรรดิ์ เฉิน หนาง ของจีน ได้เสด็จออกเดินทาง และหยุดพักในบริเวณพุ่มไม้ และในขณะที่กำลังต้มน้ำไว้สำหรับดื่มอยู่นั้น ใบไม้ซึ่งต่อมานักพฤษศาสตร์เรียกมันว่า Cameillia sinesis หรือใบชา ก็ได้ปลิวตกลงไปในหม้อต้มน้ำขององค์จักรพรรดิ์ เมื่อจักรพรรดิ์ได้ดื่มน้ำ ก็ทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก และชาก็เป็นที่รู้จักตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวอังกฤษยังคงใช้คำแสลงในการพูดว่า "ชา" สำหรับชา 

ซึ่งมีการออกเสียงคล้ายคลึงกับภาษาจีนว่า "ฉ่า" และไทยเราก็ได้ใช้คำว่า “ชา”มาด้วยจนจวบปัจจุบัน สำหรับชาเขียวในประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า "เรียวกุชะ" เรียวกุชะที่ใช้ดื่มกันในชีวิตประจำวันทั่วไป ในพิธีชงน้ำชาจะใช้ชาผงที่เรียกว่า มัตชะ เมื่อจะชงชาชั้นดีเลิศที่เรียกว่า เกียวกุโระ และเซ็นชะ ชาวญี่ปุ่นจำเป็นต้องระมัดระวังในเรื่องอุณหภูมิของน้ำร้อนมาก โดยต้องรอให้น้ำร้อนเย็นลงจนอุณหภูมิเหลือประมาณ 70 หรือ 80 องศาก่อน เพื่อไม่ให้ความร้อนทำลายสีเขียวที่สวยงามและกลิ่นหอมของใบชาไป ที่ประเทศญี่ปุ่นเขาจะเริ่มเก็บใบชาอ่อนหลังจากเริ่มฤดูใบไม้ผลิแล้วราว 88 วัน เราเรียกใบชาชนิดนี้ว่า อิจิบังฉะ (Ichiban Cha) หรือใบชาแรกผลิ ซึ่งจะมีรสอร่อย และมีกลิ่นหอมมาก 

รู้หรือไม่? โลกเรามีชากี่ประเภท 

การแบ่งประเภทของชาตามอย่างชาวจีนนั้น ชาแบ่งเป็น 7 ประเภท คือ ชาขาว (White tea) ชาเขียว (Green tea) ชาอูหลง (Oolong tea) ชาดำ (Black tea) ชาผูเอ่อ (Pu-er tea) ชาเปาจ่ง (Pouchong) และชาแต่งกลิ่นรส (Scented/Flavored tea) ซึ่งมีความแตกต่างกันตั้งแต่แหล่งที่มา ขั้นตอนการผลิต สี กลิ่น รสชาติ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นชาประเภทใดก็ล้วนมาจากพืชชนิดเดียวกัน (Species) นั่นคือ Camellia sinensis แต่สิ่งที่ทำให้ชาแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน เนื่องมาจากขบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการผึ่ง (Withering) การม้วน (Rolling) การหมัก (Fermentation) การอบแห้ง (Drying) เป็นต้น 

ในบ้านเรา ชาที่นิยมดื่มทั่วไปมีอยู่ 3 ประเภท คือ ชาเขียว ชาอูหลง และชาดำ ชาเขียว เป็นชาที่ไม่ผ่านการหมัก (Unfermented tea) จากกระบวนการผลิตที่ง่ายและน้อยขั้นตอนทำให้ชาเขียวยังคงมีสารในพืชที่มีประโยชน์ เรียกว่า ไฟโตเคมิคัล (phytochemicals) หลงเหลืออยู่มากกว่าชาชนิดอื่นๆ ชาเขียวมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ชาเขียว แบบญี่ปุ่น และชาเขียวแบบจีน ซึ่งแตกต่างกันตรงที่ชาเขียวแบบจีนจะมีการคั่วด้วยกระทะร้อน แต่ชาเขียวแบบญี่ปุ่นไม่ต้องคั่วใบชาใบชาเขียวมีสารสำคัญ 2 ชนิด ชนิดแรก คือ คาเฟอีน (caffein) แต่มีอยู่ในปริมาณที่น้อยมาก ชนิดที่สอง คือ แทนนิน หรือ ฝาดชา (tea tannin) 



ชาเขียว พระเอกยอดฮิต ประโยชน์เพียบ 

ชาเขียวทุกคนก็รู้ว่ามันมีสัญชาติเป็นญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้วชาวจีนดื่มมาก่อนหน้าตั้งแต่พระเจ้าเหา ในปัจจุบันได้ค้นพบว่า ชาเขียวมี Bioflavonoid สูงมาก จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ เท่านั้นยังไม่พอ ชาเขียวยังเป็นแหล่งอุดมไปด้วย EGCG (Epigallocatechin Gallate) ซึ่งเป็น antioxident อีกตัวที่มีพลังเหนือกว่าวิตามิน E ถึง 200 เท่า ในการรบราฆ่าฟันกับบรรดาพวกอนุมูลอิสระทั้งหลาย 

เรียกว่าเป็นสารที่ทรงอนุภาพสูงในการป้องกันเราจากโรคมะเร็งต่าง ๆ และมันยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ โดยทำให้ระดับของคอเลสเตอรอลลดลงและลดความดันโลหิต ทำให้อายุยืน เสริมสร้างให้กระดูกและฟันแข็งแรง ความสามารถในการทำลายแบคทีเรียของชาเขียว สามารถ ป้องกันอาหารเป็นพิษได้ และยังช่วยฆ่าแบคทีเรียที่ก่อให้เกิด คราบพลัคในช่องปาก และเป็นส่วนประกอบสำคัญในยาลด ความอ้วนต่างๆ 

โทษของชาเขียวก็มีนะ 

แต่สิ่งที่ว่าดีมันก็ย่อมมีโทษเป็นของธรรมดาเป็นสัจธรรมแห่งสิ่งมีชีวิตในโลกใบนี้ ซึ่งจากการค้นคว้าข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตก็ได้ทราบมาว่าคนญี่ปุ่น ดื่มชาเขียวมาเป็นเวลานานแล้ว แต่พวกเขายังเป็นคนแคระแกน หรือตัวเตี้ย หรือที่เราเรียกว่า ไอ้ยุ่น หากดื่มชาเขียวหลังอาหารสองชั่วโมง หรือดื่มชาเขียวในปริมาณสูงอาจมีผลในการลดการดูดซึมวิตามิน B1 และ ธาตุเหล็กได้ ซึ่งเป็นต้นเหตุ ของโลหิตจาง ชาเขียวจะกำจัดไขมันทุกชนิดออกจากร่างกายออกหมด ก็น่าจะรวมไขมันที่ผิวหนังต้องการออกไปด้วย ดังนั้นร่างกายจึงขาดไขมันส่วนที่จำเป็นต่อผิวหนัง ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ เนื่อง มาจากคาเฟอิน และมีผมหงอกก่อนวัยอันควร ซึ่งสาเหตุนี้ก็น่าจะมาจากโลหิตจางก็อาจเป็นได้ เพราะชาเขียวคงไปขับสารที่สำคัญของร่างกายออกไปด้วย 

ตลาดชาเขียว สนามรบพันล้าน 

ในบ้านเรา เพิ่งมาฮิตดื่มชาเขียวกันเป็นล่ำเป็นสันเมื่อปีสองปีนี่เอง โดย ยี่ห้อโออิชิกรีนที เป็นเจ้าแรกที่ทำขาย แต่โดนแซงโดย ยูนิฟกรีนที ซึ่งเป็นเจ้าตลาดในปัจจุบัน ส่วนยี่ห้ออื่น ๆ ก็ตามมาอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ชาลีวัง แต่รสชาติฉีกแนวที่มีรสขมหน่อย ๆ ไม่รู้จะเข้ากับคนไทยวัยรุ่นได้ไหม ส่วน ลิปตั้นเวฟ ก็ออกแนวหวาน ๆ ตามด้วยทิปโก้กรีนที ส่วนบีทาเกนกรีนที ที่ผู้ผลิตเคยทำนมเปรี้ยวแข่งกับยาคูลท์ ก็มาแย่งตลาดด้วย ล่าสุดมียี่ห้อเซนโซะ อันนี้หวังตีโออิชิ 100% แต่ชื่อจำยาก รวม ๆ แล้วยิ่งแข่งกันเยอะนับเป็นผลดีต่อเรา ๆ ที่จะได้มีตัวเลือกมากขึ้น ราคาก็จะไม่แพงเกินไปและเผลอ ๆ ยังได้รางวัลที่มีการชิงโชคกันด้วย 

ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็ขอแจมกับชาเขียวด้วย 

นอกจากผลิตภัณฑ์ชาเขียวที่เป็นเครื่องดื่มโดยตรงแล้ว เดี๋ยวนี้ ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็อาศัยความนิยมในตัวชาเขียวมามีส่วนร่วมในผลิตภัณฑ์ ของตัวเองเพื่อเพิ่มยอดขาย ผลิตภัณฑ์เด่น ๆ ที่ใช้ชาเขียว ได้แก่ เจเล่ชาเขียว มาในสไตลเยลลี่บุกผงผสมชาเขียว ราเม็งชาเขียว เจอในโออิชิราเม็ง เค็กชาเขียว มีขายที่สเวนเซ่น ยาลดความอ้วน เช่น เม็ดแมงลักผสมชาเขียวยี่ห้อยูนิฟ และไอศกรีมรสชาเขียวก็เป็นอีกรสที่ทุกยี่ห้อต้องมีขาย 

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่เครื่องดื่มหรืออาหารก็ยังนำชาเขียวไปใช้ เช่น ยาสีฟันชาเขียว ซอลฟฮาบุ ฟูโอคาริน เครื่องสำอางผสมชาเขียว Elizabeth Arden ที่เด็ดสุดน่าจะเป็นผ้าอนามัยชาเขียว โซฟี (โนคอมเมนติก) อีกหน่อยคงมีคอมพิวเตอร์ชาเขียว !... 

สุวรรณภูมิ..กับที่สุดและ...ที่สุด

“สนามบินสุวรรณภูมิ” สนามบินแห่งการรอคอยของพวกเราประชาชนชาวไทย เมื่อกล่าวถึงตำนานของการสร้างสนามบินที่ทำสถิติใช้ระยะเวลาการก่อสร้าง ทั้งหมดยาวนานถึง 45 ปี และอาจจะต้องบวกเพิ่มอีกหนึ่งปีจนกว่าจะถึงเวลาเปิดให้ใช้บริการกันได้จริงๆ ในปี 2549 

กว่าจะมาเป็น ....สนามบินสุวรรณภูมิ 

ปี 2503 รัฐบาลไทยว่าจ้างบริษัท Litchfield Whiting Bowne and Associate ศึกษาและวางผังเมือง 

ปี 2506-2516 กรมการบินพาณิชย์ กระทรวงคมนาคมได้จัดหาที่ดินท่าอากาศยานแห่งใหม่ โดยจัดซื้อและเวนคืนที่ดินประมาณ 20,000 ไร่ ซึ่งใหญ่กว่าพื้นที่สนามบินดอนเมืองราว 6 เท่า 

ปี 2521 กระทรวงคมนาคมได้ว่าจ้างบริษัท Tippets Abbott Mocarthy Aviation ศึกษาทบทวนความเหมาะสมในการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่อีกครั้ง ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีท่าอากาศยานแห่งใหม่รองรับภาคมหานคร เพราะสนามบินดอนเมืองมีพื้นที่จำกัด และผลศึกษายังคงยืนยันว่าบริเวณพื้นที่คลองหนองงูเห่า อำเภอบางพลี สมุทรปราการ เหมาะสมที่สุด 

ปี 2530 วุฒิสภาเสนอว่าควรมีท่าอากาศยานกรุงเทพแห่งใหม่ และเห็นควรให้มีการสงวนที่ดินบริเวณหนองงูเห่าไว้ตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ 

7 พ.ค. 2534 ครม. ได้มีมติอนุมัติให้มีการก่อสร้างโครงการท่าอากาศยานสากลกรุงเทพ แห่งที่ 2 

25 ส.ค. 2535 ครม. มีมติเห็นชอบงบประมาณประมาณ 80 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อจัดทำแผนพัฒนาระบบบริการพื้นฐาน รองรับการเชื่อมต่อโครงการท่าอากาศยานสากลกรุงเทพ แห่งที่ 2 โดยเริ่มงานในปีงประมาณ 2536 

16 พ. ค. 2538 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จัดตั้งบริษัทจำกัดขึ้น เพื่อดำเนินการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ใช้ชื่อว่า บริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 10,000 ล้านบาท มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม 

27 ก.พ. 2539 บริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) ได้มีการจัดตั้งขึ้น มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 10,000 ล้านบาท โดยมีกระทรวงการคลัง และ ทอท. ถือหุ้นร้อยละ 51.39 และ 48.61 ตามลำดับ 

ปี 2543 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” เป็นชื่อ ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ 

29 ก.ย. 2548 กำหนดเปิดให้บริการในวันที่ 29 กันยายน 2548 ซึ่งเมื่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้บริการแล้ว ก็จะโยกย้ายกิจกรรมด้านการพาณิชย์ทั้งหมดจากสนามบินดอนเมืองไปที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองจะใช้เฉพาะในกิจการของกองทัพอากาศ ตลอดจนการบินพาณิชย์เฉพาะเครื่องบินเที่ยวพิเศษเช่าเหมาลำ เครื่องบินส่วนบุคคล (General Aviation) และเครื่องบินสินค้าทั้งลำต่อไป 


หากพูดถึงที่สุด....ของที่สุด เกี่ยวกับสนามบินสุวรรณภูมิ สามารถสรุปเป็นประเด็นได้ ดังนี้ 

- เป็นสนามบินที่ทำสถิติใช้ระยะเวลาการก่อสร้างยาวนานที่สุด ถึง 45 ปี 

- ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศที่พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่สุด และทันสมัยที่สุด ซึ่งประกอบไปด้วย ระบบทางวิ่ง 2 เส้น ทางขับขนานกับทางวิ่งทั้ง 2 เส้น ให้บริการขึ้น-ลง ของอากาศยานได้พร้อมกัน หลุมจอดอากาศยาน มีจำนวน 120 หลุมจอด ภายในอาคารผู้โดยสารครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนใต้อาคาร อาคารจอดรถ เชื่อมต่อกับอาคารผู้โดยสาร สามารถรองรับรถยนต์ได้ถึง 5,000 คัน นอกจากนี้ยังมีที่จอดรถบริเวณอื่นๆ รวมทั้งหมดกว่า 15,677 คัน ระบบป้องกันน้ำท่วม โดยการสร้างเขื่อนดินรอบพื้นที่ท่าอากาศยาน และมีอ่างเก็บน้ำภายใน 6 แห่ง ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้ 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตร มีโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ด้านหน้าอาคารผู้โดยสาร นอกจากนี้ภายในท่าอากาศยาน จะมีการบริการต่างๆ มากมาย เช่น ศูนย์บริการรถเช่า ร้านค้า ภัตตาคาร สถานีเติมน้ำมัน ฯลฯ 

- รันเวย์ยาวที่สุดในโลกถึง 4,000 เมตร 

- มีหอบังคับการบินที่สูงที่สุดในโลก 132 เมตร พร้อมระบบการนำร่องอากาศยานที่ทันสมัย 

- อาคารผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิ มีพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน 

- สามารถรองรับการลงจอดของเครื่องบินทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินพาณิชย์ 
ขนาดเล็กไปจนถึงเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอย่างแอร์บัส A380 

- ภายในอาคารสะพานเทียบเครื่องบิน จะพบกับความโอ่อ่าของตัวอาคาร ที่ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยที่สุดในโลกและเต็มไปด้วยความโอ่อ่าอลังการ 

- ระบบการทำงานแทบทุกกิจกรรมในสนามบินจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยระบบเทคโนโลยีทันสมัยที่เรียกว่า AIM (Airport Information Management System) กลายเป็นสนามบินที่ใช้ระบบไอทีติดอันดับโลกไปโดยปริยาย 

- ค่าธรรมเนียมในการจอดเครื่องบินของสายการบินต่างๆ หรือ landing fee เป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในบรรดาสนามบินทั้งหมดในแถบภูมิภาคเดียวกัน 

- ตลอดระยะเวลาของโครงการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เริ่มคิดโครงการเมื่อปี 2503 เรื่อยมาจนการเริ่มการก่อสร้าง มีแต่เรื่อง "ฉาวโฉ่" มากที่สุด 

สตอร์ม เซิร์จ มหันตภัยร้ายแรงแห่งท้องทะเล

ช่วงนี้หลายๆ คนคงได้ยินคำว่า “สตอร์ม เซิร์จ” กันบ่อยๆ จากสื่อต่างๆ ที่ได้เผยแพร่ข้อมูลออกมาให้ประชาชนรับทราบข่าวสารถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งข่าวจากประเทศเพื่อนบ้านของเราและข่าวในประเทศของเราเอง ทำให้หลายๆ คนอยากรู้จักกับ “สตอร์ม เซิร์จ” มากขึ้น ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก
สตอร์ม เซิร์จ  คืออะไร
 คลื่นพายุซัดฝั่ง “สตอร์ม เซิร์จ” คือ การเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล และคลื่นลมแรงบริเวณชายฝั่งทะเลอันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน ซึ่งมีความกดอากาศต่ำมากและมีกำลังลมพัดแรง ส่งผลให้เกิดการยกตัวขึ้นของระดับน้ำทะเลจากระดับปกติ เนื่องจากการเคลื่อนตัวผ่านเข้ามาของพายุหมุนเขตร้อนจึงทำให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง ซึ่งเรียกว่า “สตอร์ม เซิร์จ”
สตอร์ม เซิร์จ  เกิดขึ้นได้อย่างไร
- จะเกิดพายุที่มีความรุนแรงตั้งแต่ระดับโซนร้อนขึ้นไป และมีความเร็วลมมากกว่า 100 กม./ชม. พัดเข้าหาฝั่งก่อน จึงจะทำให้เกิด สตอร์ม เซิร์จ ขึ้นได้
- เมื่อเกิดพายุจะมีแรงกด ยกระดับน้ำทะเลให้สูงกว่าปกติ กลายเป็นโดมน้ำขนาดใหญ่ ซัดจากทะเลเข้าหาฝั่งรวดเร็วและรุนแรง
สตอร์ม เซิร์จและสึนามิมีความแตกต่างกันอย่างไร
นาวาเอก กตัญญู ผู้บังคับหมดเรืออุทกศาสตร์ กองทัพเรือชี้แจงว่าสิ่งที่คล้ายกัน คือ รูปแบบการเคลื่อนตัวที่เป็นเหมือนคลื่นขนาดใหญ่แล้วพัดเข้าชายฝั่ง แต่ที่แตกต่างกัน คือ ลักษณะของการเกิด คือ สึนามิเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ของแผ่นดินไหวใต้ท้องทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ซัดเข้าชายฝั่ง แต่ สตอร์ม เซิร์จ จะเกิดขึ้นโดยมีตัวแปรจากพายุทำให้เกิดคลื่นซัดเข้าชายฝั่ง
      
จะเกิด “สตอร์ม เซิร์จ”  ในกรุงเทพมหานครหรือไม่ “ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” อดีตนักวิทยาศาสตร์องค์การนาซ่า ผู้คิดค้นการลงจอดบนดาวอังคารแนะภายใน 6 ปีรัฐบาลต้องเริ่มคิดย้ายเมืองหลวงได้แล้ว คาดอีก 30 ปีข้างหน้า ภาคกลางของไทยจมใต้ทะเล ตรงกับข้อมูลนาซ่า ที่ระบุว่าระดับน้ำทะเลของไทยจะสูงขึ้น 7 เมตรจากภาวะโลกร้อน ชี้คนไทยต้องฟังคำเตือนของ “ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ” เรื่อง สตอร์ม เซิร์จ เพราะอาจเกิดขึ้นจริง ย้อนคำเตือนเขื่อนเมืองกาญจน์แตก ตามรอยแผ่นดินไหว น้ำจะบ่าถึงกรุงเทพฯ ย้ำใช้สติแก้ปัญหา ดังนั้น เมืองหลวงควรอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 40-50 เมตร การที่เปลือกโลกร้าวจะทำให้ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก และกาญจนบุรี เกิดแผ่นดินไหว ก่อนหน้านี้ตนเคยเตือนว่าเขื่อนที่ จ.กาญจนบุรี จะแตกเพราะอยู่ตามแนวที่จะเกิดแผ่นดินไหว แต่วิศวกรแย้งว่าการออกแบบก่อสร้างเขื่อนทนต่อแผ่นดินไหวได้ 8 ริคเตอร์ แต่สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือการเคลื่อนที่ของดิน ซึ่งอาจเคลื่อนไปคนละทิศละทาง จึงอาจทำให้เขื่อนแตกได้ และจะส่งผลให้เมืองกาญจน์จมน้ำ แล้วน้ำจะไหลมาสู่ จ.นครปฐม และกรุงเทพฯ ในที่สุด

หากเกิด “สตอร์ม เซิร์จ” จะมีผลกระทบต่อพื้นที่ใดบ้าง หรือมีพื้นที่เสี่ยงภัยใดบ้าง
หลังจากที่ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมากล่าวเตือน แนวชายฝั่งอ่าวไทย 3 จังหวัด คือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม รวมถึงบริเวณชายฝั่งทะเลในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ระวังวิบัติภัยจากสตอร์ม เซิร์จ (Storm Surge)  ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นช่วงอันตรายอย่างยิ่ง โดยทั่วไปแล้วสตอร์ม เซิร์จ นั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตมาก ถ้าหากเกิดขึ้นครั้งเดียว ภัยจากสตอร์ม เซิร์จ นั้นส่วนมากจะรวมกับการเกิดสิ่งแวดล้อมอื่นด้วย เช่น ช่วงน้ำทะเลขึ้นสูงสุดและในฤดูน้ำหลาก โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบคือ

- ทะเลฝั่งอ่าวไทยและแหล่งน้ำขนาดใหญ่ อย่างทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา ทะเลสาบหนองหาร จ.สกลนคร ตลอดจนกว๊านพะเยา จ.พะเยา"

- แนวชายฝั่งของ 3 จังหวัดอ่าวไทยคือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีภูมิประเทศเป็นรูปตัว ก.ไก่ คือเป็นพื้นที่ค่อนข้างสูง แต่บริเวณพื้นที่ชั้นในค่อนข้างต่ำเป็นแอ่ง ฉะนั้น หากเกิดปรากฏการณ์คลื่นพายุหมุน น้ำทะเลน่าจะทะลักเข้าทางถนนสุขุมวิท ย่านบางนา รวมทั้งเข้าทางฝั่งธนบุรี

- ฝั่งพระนคร ในพื้นที่เขตบางนาบางส่วน ช่วงติด จ.สมุทรปราการ ถึง ถ.บางนา-ตราด อาจเกิดคลื่นสูง 0.20 – 1.00 เมตร

- ฝั่งธนบุรี แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ
     1.จากชายทะเลบางขุนเทียน ถึง คลองสนามชัย ในพื้นที่เขตบางขุนเทียน บางส่วนของเขตทุ่งครุ อาจเกิดคลื่นสูง 1.00 – 3.00 เมตร
     2.ช่วงเหนือคลองสนามชัย ถึง ถ.พระราม 2 ในพื้นที่บางส่วนของเขตบางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ และจอมทอง อาจเกิดคลื่นสูง 0.20 – 1  เมตร
การเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับ “สตอร์ม เซิร์จ”
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรับข่าวสาร และทำความเข้าใจ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรศึกษาลักษณะของการเกิด และความรุนแรงเพื่อที่จะได้หาทางหนีทีไล่ได้ทัน โดยการหนีนั้นจะมีหน่วยงานที่ร่วมทำแผนที่เสี่ยงภัย ซึ่งหากบริเวณไหนมีประชากรหนาแน่น บริเวณนั้นจะมีความเปราะบางมาก จึงต้องทำแผนที่ให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมืองท่องเที่ยว

- กทม. ได้จัดทำแผ่นพับ “ตั้งสติ เตรียมตัวพร้อมรับมือคลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surge)” เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน ซึ่งในแผ่นพับนั้นจะบอกถึงพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบไว้แล้ว

- การเตือนภัย และพยากรณ์เส้นเดินของพายุหมุนเขตร้อน และผลกระทบของอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน จากกรมอุตุนิยมวิทยา และศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

- มีการกระจายคำเตือนอย่างรวดเร็ว ให้ภาครัฐ ภาคประชาชนโดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง และผู้ประกอบกิจการในทะเล เช่น ชาวประมง นักเดินเรือ เป็นต้น

- จะต้องมีการก่อสร้างอาคารหลบภัยพายุหมุนเขตร้อนในพื้นที่เสี่ยงภัย และกำหนดเส้นทางหนีภัย หรือพื้นที่หลบภัยอย่างชัดเจน

- จะต้องมีแผนฝึกซ้อมการอพยพหลบภัยในทุกๆ ภาคส่วน และจัดลำดับหรือขั้นตอนการอพยพหลบภัยอย่างชัดเจน รวมทั้งมีแผนฉุกเฉิน

วิธีการป้องกัน
  รศ.อัปสรสุดา ศิริพงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลการป้องกันมีอยู่หลายแนวทางทั้งการสร้างกำแพงป้องกันแต่ก็ไม่ควรนำมาใช้กับบ้านเราและอาจจะเป็นการสูญเงินอย่างมหาศาล ทางออกที่ดีที่สุดคือการช่วยกันรักษาป่าชายเลนตามแนวชายฝั่ง หรือปลูกป่าชายเลนเพิ่มในพื้นที่ชายฝั่งซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่จะช่วยลดความรุนแรงได้ อีกทั้งควรกำหนดเป็นหลักสูตรในเรื่องของภัยพิบัติลงในแบบเรียนเพราะเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เด็กเกิดความตื่นตัว จึงต้องสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้น และต้องมีการซ้อมแผนเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวเกิดขึ้นจริงจะได้ช่วยลดความเสียหายจากชีวิตและทรัพย์สินได้

ฮวงจุ้ย....ศาสตร์ที่คุณควรรู้ ตอนที 3สุดท้าย

ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน

• ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกนั่งโต๊ะในตำแหน่งทแยงมุมกับประตูที่สุด แต่ว่าต้องเห็นประตูนะ

• ไม่ควรนั่งหันหลังให้ประตู บอกกันว่าตำแหน่งนี้ เพื่อนร่วมงานจะแทงข้างหลัง (ระวังไว้)

• ซ้าย(มังกร) ต้องอยู่สูงกว่า ขวา(เสือขาว) ยกตัวอย่างเช่น จอมิเตอร์ หรือกองเอกสารควรอยู่ซ้ายมือ ส่วนปากกา, Mouse ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีส่วนสูงไม่มาก ควรวางอยู่ด้านขวามือ

• Screen Saver ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ควรมีรูปแหลม หรือกากบาท ควรเป็นรูปปลาว่ายน้ำที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาเป็นดีที่สุด

• เก้าอี้ควรใช้แบบไม่มีล้อและพนักพิงหลังสูง

• โต๊ะทำงานของเจ้าของกิจการหรือผู้บริหาร ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่ดีจะส่งผลให้ธุรกิจที่ทำอยู่ประสบความสำเร็จ จึงควรนั่งอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจในการควบคุมมากที่สุดคือ ตรงมุมห้องที่ทแยงกับประตูทางเข้าห้องทำงาน

• ตำแหน่งของมุมทรัพย์ หรือมุมร่ำรวยมั่งคั่ง เมื่อเข้าห้องไปแล้วจะอยู่มุมซ้ายมือสุด ถ้ามี รูปปั้นเสือขาว ตั้งอยู่ในห้องทำงานก็ยิ่งจะส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงในธุรกิจที่ประกอบอยู่

• บรรยากาศภายในห้องทำงาน ควรจัดแต่งให้มีแสงสว่างและควรจัดดอกไม้ หรือแขวนรูปภาพ เพื่อเพิ่มบรรยากาศภายในห้องทำงานให้แลดูสดใส มีพลังและมีชีวิตชีวา ยามเหนื่อยล้าจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้ด้วย

• ถ้านั่งทำงานเผชิญหน้ากับเสา ที่เรียกว่า “มุมเสาศรพิฆาต” ให้ทำลายพลังอัปมงคลด้วยแท่งคริสตัล ว่ากันว่า การหา รูปหล่อสิงห์หรือคริสตัลรูปมังกร มาตั้งไว้ที่ด้านซ้ายของโต๊ะทำงาน จะช่วยแก้การนินทาว่าร้ายของเพื่อนร่วมงานได้เช่นกัน

• โต๊ะทำงานควรเป็นโต๊ะที่ด้านล่างปิดทึบทั้งสามด้าน และการจัดโต๊ะให้ยึดหลัก ซ้าย (มังกร) ต้องสูงกว่าขวา (เสือขาว) เช่น จอ Monitor กองเอกสารควรอยู่ซ้ายมือ ปากกา Mouse มุมอุปกรณ์ที่มีส่วนไม่สูงมากควรวางอยู่ด้านขวามือ

• ควรมี ต้นไม้เล็กๆ บริเวณ Monitor เพื่อลดความเข้มของสนามแม่เหล็ก และหาพืชขนาดกะทัดรัดที่สามารถปรับสภาพอากาศให้ดีมาตั้งไว้ตรงโต๊ะทำงาน หรือตามมุมห้องต่างๆ เช่น ต้นเงินไหล บอสตันเฟิร์น หรือฟิโลเดนดอล เป็นต้น

• ถ้าเป็นห้องทำงานส่วนตัว ก็ให้ตั้งตัวมังกรไว้ที่ริมผนังห้องด้านซ้ายมือ (ยืนกลางห้อง หันหน้าไปทางประตู) สิ่งสำคัญคือ หันมังกรออกด้านนอก อย่าหันใส่ตัว ส่วนการเลือกขนาดมังกรให้ดูเหมาะสมกับสถานที่เป็นหลัก

• ลักษณะโต๊ะทำงานทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมาะสมที่สุด โต๊ะทรงกลมจะทำให้นั่งทำงานได้ไม่นาน เหมาะกับการประชุมมากกว่า

• โต๊ะรูปตัวแอล “L” เหมาะกับพนักงานที่ทำงานใช้ความคิดเยอะ ด้านฐานของตัว L ที่เป็นตำแห่งไกลตัวคนนั่งที่สุดควรใช้วางคอมพิวเตอร์ (รูปประกอบ) เพราะคอมพิวเตอร์ทำให้เราไม่ค่อยสื่อสารกับคนอื่น

• ควรเปิดหน้าต่างให้แสงสว่างจากธรรมชาติเข้าสู่ห้องทำงานบ้าง นอกจากจะประหยัดไฟแล้ว ยังทำให้อากาศถ่ายเท รู้สึกมีชีวิตชีวา แถมร่างกายได้รับวิตามินดีอีกด้วย เพราะคนทำงานใต้ฟลูออเรสเซนต์มากๆ จะทำให้สมองล้า ร่างกายอ่อนแอ ปวดหัวง่าย สายตาเสีย และเป็นบ่อเกิดของความเครียดในที่สุด

• ระวังอย่าจัดโต๊ะคอมพิวเตอร์ไว้ใกล้หน้าต่างเกินไป เพราะจะทำให้แสงสะท้อนจากหน้าจอเข้าตาได้

• การใช้สีในที่ทำงานควรมีความสมดุลของแต่ละธาตุ เช่น สีเขียวของธาตุไม้ หมายถึงการเติบโตและการพัฒนา สีแดงของธาตุไฟ หมายถึงการขยับปรับเปลี่ยนเคลื่อนไหว กระฉับกระเฉง สีเหลืองของธาตุดิน หมายถึงความฉลาด มีปัญญา และมีเหตุผล สีน้ำตาลของธาตุดิน หมายถึงความมั่นคง สีขาวของธาตุเหล็ก หมายถึงการเริ่มต้นที่สดใส และสีดำของธาตุน้ำ หมายถึงการค้นหาความลับ

ฮวงจุ้ย....ศาสตร์ที่คุณควรรู้ ตอนที 2

ครั้งที่แล้ว เราได้รู้เกี่ยวกับเรื่องฮวงจุ้ยของบ้านและฮวงจุ้ยห้องนอนไปแล้ว คราวนี้ไม่รอช้า มาต่อกันที่ฮวงจุ้ยเตียงนอน ห้องน้ำ และห้องครัวกันเลยดีกว่า

ฮวงจุ้ยบนเตียงนอน

• เตียงนอนใต้ไฟ (ศีรษะมีไฟส่อง) ทำให้ปวดศีรษะง่ายเครียดง่ายหรือมีเรื่องร้อนใจเสมอ
• เตียงนอนอยู่ใต้คาน ทำให้ต้องรับภาระหนัก มีเรื่องให้แก้ปัญหาเสมอ
•เตียงนอนมีเสาบังอยู่ทั้ง 2 ข้าง เหมือนถูกบีบจากเสา มีแต่เรื่องเครียดอยู่ตลอดเวลา
•เตียงนอนตรงประตูทางเข้าออก ป่วยออดๆ แอดๆ เสมอ
•เตียงนอนตรงประตูห้องน้ำ ป่วยด้วยโรคช่องท้อง เช่น มดลูก ท่อปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก อัมพาต
•เตียงนอนวางลอยๆ กลางห้อง เหมือนเมรุเผาศพ คนเดินผ่านได้รอบข้างเป็นการจัดวางที่รับอันตรายได้รอบทิศทางถือว่าไม่เป็นมงคล
•กระจกแผ่นใหญ่ส่องเตียงนอน ป่วยง่าย การป่วยจะเป็นการป่วยเรื้อรัง
•วางเตียงนอนไว้ใต้บันได ถือว่ารับแต่ของสกปรก หรืออัปมงคลไว้ตลอดเวลาเป็นลักษณะกดทับ แก้ปัญหายาก

ฮวงจุ้ยห้องน้ำ
• ห้ามวาง ห้องน้ำ ไว้กลางบ้าน เพราะตำแหน่งกลางบ้านเป็นตำแหน่งของกระแสพลัง การมีห้องน้ำอยู่กลางบ้านจะทำให้กระแสพลังแตกสลาย ทำให้บ้านไม่มีพลัง คนในบ้านจะเจ็บป่วย รักษาไม่หาย เก็บเงินไม่อยู่ เสียเงินเสียทองได้ง่าย
•อย่าวาง ตำแหน่ง ห้องน้ำ ในที่อับทึบไม่ระบายอากาศ ไม่มีแสงแดดส่องได้ถึง เนื่องจาก ห้องน้ำ ในหลัก ฮวงจุ้ย ถือเป็นตำแหน่งอิม ถ้าอยู่ในที่ไม่มีแสงหรือระบายอากาศไม่ได้ พลังอิมจะมีมากเกินไป ทำให้ขาดความสมดุลของพลังอิมเอี๊ยงในบ้านได้
•อย่าวาง ห้องน้ำ อยู่ด้านหน้า ติดประตูทางเข้าบ้าน ไม่ดี

ฮวงจุ้ยห้องครัว
•ห้ามทำราวตากผ้าผ่านเตาไฟ จะเป็นอัปมงคล
•ประตูตรงกันหลายบาน ตรงกับเตา ทำให้ร้อนเงิน มีปากเสียง ไม่ดี
•เครื่องซักผ้าตรงกับเตาไม่ดี
•ห้องครัวถ้ามีขื่อพาดอยู่ ไม่ดีจะเจ็บป่วย ยากจน
•ห้องครัวห้ามอยู่ติดกับห้องนอน ถ้าจำเป็นจะตั้องกั้นผนังห้องครัวและห้องนอนอย่าให้มีอากาศเข้าถึงกันได้
•เตาตรงกับประตู เท่ากับชักนำเพื่อนเข้ามากิน แล้วก็จากไป แต่ตัวเราจะจนลง ไม่ดี
• เตาแก๊สห้ามตั้งติดกับก๊อกน้ำหรืออ่างล้างชาม ไม่ดี
•ไม่ควรวางเตาไว้บนท่อระบายน้ำหรือท่อ น้ำประปา
•ด้านหลังเตาแก๊สห้ามมีบ่อน้ำ
•ครัวเตาไฟไม่ควรจัดไว้หน้าบ้าน จะไม่มีทรัพย์สินเก็บ
•ตัวเตาในบ้านอย่าให้คนนอกบ้านเห็นจะไม่เหลือเงินเก็บ

ติดตามต่อในตอนสุดท้าย

ฮวงจุ้ย....ศาสตร์ที่คุณควรรู้ ตอนที 1Erer

โพสท์นี้มีปัญหา
ขออภัยในความไม่สะดวก