วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

เจาะลึก! ชาเขียว เครื่องดื่มพันธุ์ใหม่! ของวัยรุ่น

เดี่ยวนี้ ไปไหนมาไหน จะเห็นได้ว่ามีคนดื่มชาเขียวกันเยอะ โดยเฉพาะวัยรุ่นและ วัยทำงาน เพราะคิดว่าได้ทั้งประโยชน์ด้านสุขภาพ ความอร่อย และกระแสฟีเวอร์ที่มีมากในปัจจุบัน
“ชา” ชื่อนี้ก็มีที่มาน่ะ! 
ชาวจีนเป็นชนชาติที่ได้ดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ พวกเขาเรียกว่า "ฉ่า" หรือ "เต๊" มาก่อนอย่างน้อย 4000 ปีก่อนที่ชาจะถูกส่งเข้าลอนดอนเป็นครั้งแรกในทศวรรษที่ 1630 โดยเหตุที่คนเราได้รู้จักชาก็คล้าย ๆ กับโฆษณาที่เราเคยดู ที่ซามูไรสู้กันแล้วอีกฝ่ายถูกกดน้ำแต่สดชื่น แต่ของจริงเกิดที่เมืองจีน เมื่อ 2737 ปีก่อนคริสตศักราช 

โดยจักรพรรดิ์ เฉิน หนาง ของจีน ได้เสด็จออกเดินทาง และหยุดพักในบริเวณพุ่มไม้ และในขณะที่กำลังต้มน้ำไว้สำหรับดื่มอยู่นั้น ใบไม้ซึ่งต่อมานักพฤษศาสตร์เรียกมันว่า Cameillia sinesis หรือใบชา ก็ได้ปลิวตกลงไปในหม้อต้มน้ำขององค์จักรพรรดิ์ เมื่อจักรพรรดิ์ได้ดื่มน้ำ ก็ทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก และชาก็เป็นที่รู้จักตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวอังกฤษยังคงใช้คำแสลงในการพูดว่า "ชา" สำหรับชา 

ซึ่งมีการออกเสียงคล้ายคลึงกับภาษาจีนว่า "ฉ่า" และไทยเราก็ได้ใช้คำว่า “ชา”มาด้วยจนจวบปัจจุบัน สำหรับชาเขียวในประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า "เรียวกุชะ" เรียวกุชะที่ใช้ดื่มกันในชีวิตประจำวันทั่วไป ในพิธีชงน้ำชาจะใช้ชาผงที่เรียกว่า มัตชะ เมื่อจะชงชาชั้นดีเลิศที่เรียกว่า เกียวกุโระ และเซ็นชะ ชาวญี่ปุ่นจำเป็นต้องระมัดระวังในเรื่องอุณหภูมิของน้ำร้อนมาก โดยต้องรอให้น้ำร้อนเย็นลงจนอุณหภูมิเหลือประมาณ 70 หรือ 80 องศาก่อน เพื่อไม่ให้ความร้อนทำลายสีเขียวที่สวยงามและกลิ่นหอมของใบชาไป ที่ประเทศญี่ปุ่นเขาจะเริ่มเก็บใบชาอ่อนหลังจากเริ่มฤดูใบไม้ผลิแล้วราว 88 วัน เราเรียกใบชาชนิดนี้ว่า อิจิบังฉะ (Ichiban Cha) หรือใบชาแรกผลิ ซึ่งจะมีรสอร่อย และมีกลิ่นหอมมาก 

รู้หรือไม่? โลกเรามีชากี่ประเภท 

การแบ่งประเภทของชาตามอย่างชาวจีนนั้น ชาแบ่งเป็น 7 ประเภท คือ ชาขาว (White tea) ชาเขียว (Green tea) ชาอูหลง (Oolong tea) ชาดำ (Black tea) ชาผูเอ่อ (Pu-er tea) ชาเปาจ่ง (Pouchong) และชาแต่งกลิ่นรส (Scented/Flavored tea) ซึ่งมีความแตกต่างกันตั้งแต่แหล่งที่มา ขั้นตอนการผลิต สี กลิ่น รสชาติ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นชาประเภทใดก็ล้วนมาจากพืชชนิดเดียวกัน (Species) นั่นคือ Camellia sinensis แต่สิ่งที่ทำให้ชาแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน เนื่องมาจากขบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการผึ่ง (Withering) การม้วน (Rolling) การหมัก (Fermentation) การอบแห้ง (Drying) เป็นต้น 

ในบ้านเรา ชาที่นิยมดื่มทั่วไปมีอยู่ 3 ประเภท คือ ชาเขียว ชาอูหลง และชาดำ ชาเขียว เป็นชาที่ไม่ผ่านการหมัก (Unfermented tea) จากกระบวนการผลิตที่ง่ายและน้อยขั้นตอนทำให้ชาเขียวยังคงมีสารในพืชที่มีประโยชน์ เรียกว่า ไฟโตเคมิคัล (phytochemicals) หลงเหลืออยู่มากกว่าชาชนิดอื่นๆ ชาเขียวมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ชาเขียว แบบญี่ปุ่น และชาเขียวแบบจีน ซึ่งแตกต่างกันตรงที่ชาเขียวแบบจีนจะมีการคั่วด้วยกระทะร้อน แต่ชาเขียวแบบญี่ปุ่นไม่ต้องคั่วใบชาใบชาเขียวมีสารสำคัญ 2 ชนิด ชนิดแรก คือ คาเฟอีน (caffein) แต่มีอยู่ในปริมาณที่น้อยมาก ชนิดที่สอง คือ แทนนิน หรือ ฝาดชา (tea tannin) 



ชาเขียว พระเอกยอดฮิต ประโยชน์เพียบ 

ชาเขียวทุกคนก็รู้ว่ามันมีสัญชาติเป็นญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้วชาวจีนดื่มมาก่อนหน้าตั้งแต่พระเจ้าเหา ในปัจจุบันได้ค้นพบว่า ชาเขียวมี Bioflavonoid สูงมาก จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ เท่านั้นยังไม่พอ ชาเขียวยังเป็นแหล่งอุดมไปด้วย EGCG (Epigallocatechin Gallate) ซึ่งเป็น antioxident อีกตัวที่มีพลังเหนือกว่าวิตามิน E ถึง 200 เท่า ในการรบราฆ่าฟันกับบรรดาพวกอนุมูลอิสระทั้งหลาย 

เรียกว่าเป็นสารที่ทรงอนุภาพสูงในการป้องกันเราจากโรคมะเร็งต่าง ๆ และมันยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ โดยทำให้ระดับของคอเลสเตอรอลลดลงและลดความดันโลหิต ทำให้อายุยืน เสริมสร้างให้กระดูกและฟันแข็งแรง ความสามารถในการทำลายแบคทีเรียของชาเขียว สามารถ ป้องกันอาหารเป็นพิษได้ และยังช่วยฆ่าแบคทีเรียที่ก่อให้เกิด คราบพลัคในช่องปาก และเป็นส่วนประกอบสำคัญในยาลด ความอ้วนต่างๆ 

โทษของชาเขียวก็มีนะ 

แต่สิ่งที่ว่าดีมันก็ย่อมมีโทษเป็นของธรรมดาเป็นสัจธรรมแห่งสิ่งมีชีวิตในโลกใบนี้ ซึ่งจากการค้นคว้าข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตก็ได้ทราบมาว่าคนญี่ปุ่น ดื่มชาเขียวมาเป็นเวลานานแล้ว แต่พวกเขายังเป็นคนแคระแกน หรือตัวเตี้ย หรือที่เราเรียกว่า ไอ้ยุ่น หากดื่มชาเขียวหลังอาหารสองชั่วโมง หรือดื่มชาเขียวในปริมาณสูงอาจมีผลในการลดการดูดซึมวิตามิน B1 และ ธาตุเหล็กได้ ซึ่งเป็นต้นเหตุ ของโลหิตจาง ชาเขียวจะกำจัดไขมันทุกชนิดออกจากร่างกายออกหมด ก็น่าจะรวมไขมันที่ผิวหนังต้องการออกไปด้วย ดังนั้นร่างกายจึงขาดไขมันส่วนที่จำเป็นต่อผิวหนัง ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ เนื่อง มาจากคาเฟอิน และมีผมหงอกก่อนวัยอันควร ซึ่งสาเหตุนี้ก็น่าจะมาจากโลหิตจางก็อาจเป็นได้ เพราะชาเขียวคงไปขับสารที่สำคัญของร่างกายออกไปด้วย 

ตลาดชาเขียว สนามรบพันล้าน 

ในบ้านเรา เพิ่งมาฮิตดื่มชาเขียวกันเป็นล่ำเป็นสันเมื่อปีสองปีนี่เอง โดย ยี่ห้อโออิชิกรีนที เป็นเจ้าแรกที่ทำขาย แต่โดนแซงโดย ยูนิฟกรีนที ซึ่งเป็นเจ้าตลาดในปัจจุบัน ส่วนยี่ห้ออื่น ๆ ก็ตามมาอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ชาลีวัง แต่รสชาติฉีกแนวที่มีรสขมหน่อย ๆ ไม่รู้จะเข้ากับคนไทยวัยรุ่นได้ไหม ส่วน ลิปตั้นเวฟ ก็ออกแนวหวาน ๆ ตามด้วยทิปโก้กรีนที ส่วนบีทาเกนกรีนที ที่ผู้ผลิตเคยทำนมเปรี้ยวแข่งกับยาคูลท์ ก็มาแย่งตลาดด้วย ล่าสุดมียี่ห้อเซนโซะ อันนี้หวังตีโออิชิ 100% แต่ชื่อจำยาก รวม ๆ แล้วยิ่งแข่งกันเยอะนับเป็นผลดีต่อเรา ๆ ที่จะได้มีตัวเลือกมากขึ้น ราคาก็จะไม่แพงเกินไปและเผลอ ๆ ยังได้รางวัลที่มีการชิงโชคกันด้วย 

ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็ขอแจมกับชาเขียวด้วย 

นอกจากผลิตภัณฑ์ชาเขียวที่เป็นเครื่องดื่มโดยตรงแล้ว เดี๋ยวนี้ ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็อาศัยความนิยมในตัวชาเขียวมามีส่วนร่วมในผลิตภัณฑ์ ของตัวเองเพื่อเพิ่มยอดขาย ผลิตภัณฑ์เด่น ๆ ที่ใช้ชาเขียว ได้แก่ เจเล่ชาเขียว มาในสไตลเยลลี่บุกผงผสมชาเขียว ราเม็งชาเขียว เจอในโออิชิราเม็ง เค็กชาเขียว มีขายที่สเวนเซ่น ยาลดความอ้วน เช่น เม็ดแมงลักผสมชาเขียวยี่ห้อยูนิฟ และไอศกรีมรสชาเขียวก็เป็นอีกรสที่ทุกยี่ห้อต้องมีขาย 

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่เครื่องดื่มหรืออาหารก็ยังนำชาเขียวไปใช้ เช่น ยาสีฟันชาเขียว ซอลฟฮาบุ ฟูโอคาริน เครื่องสำอางผสมชาเขียว Elizabeth Arden ที่เด็ดสุดน่าจะเป็นผ้าอนามัยชาเขียว โซฟี (โนคอมเมนติก) อีกหน่อยคงมีคอมพิวเตอร์ชาเขียว !... 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น