วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

WELCOME TO MYWEBBLOG

ยินดีต้อนรับสู่MYWEBBLOG(เว็บบล็อกของฉัน) WELCOME TO MYWEBBLOG
ท่านสามารถเข้าชมบล็อกนี้ได้ผ่าน www.our-web-site.co.cc
หรือmyblog-mywebblog.blogspot.com

เจาะลึก! ชาเขียว เครื่องดื่มพันธุ์ใหม่! ของวัยรุ่น

เดี่ยวนี้ ไปไหนมาไหน จะเห็นได้ว่ามีคนดื่มชาเขียวกันเยอะ โดยเฉพาะวัยรุ่นและ วัยทำงาน เพราะคิดว่าได้ทั้งประโยชน์ด้านสุขภาพ ความอร่อย และกระแสฟีเวอร์ที่มีมากในปัจจุบัน
“ชา” ชื่อนี้ก็มีที่มาน่ะ! 
ชาวจีนเป็นชนชาติที่ได้ดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ พวกเขาเรียกว่า "ฉ่า" หรือ "เต๊" มาก่อนอย่างน้อย 4000 ปีก่อนที่ชาจะถูกส่งเข้าลอนดอนเป็นครั้งแรกในทศวรรษที่ 1630 โดยเหตุที่คนเราได้รู้จักชาก็คล้าย ๆ กับโฆษณาที่เราเคยดู ที่ซามูไรสู้กันแล้วอีกฝ่ายถูกกดน้ำแต่สดชื่น แต่ของจริงเกิดที่เมืองจีน เมื่อ 2737 ปีก่อนคริสตศักราช 

โดยจักรพรรดิ์ เฉิน หนาง ของจีน ได้เสด็จออกเดินทาง และหยุดพักในบริเวณพุ่มไม้ และในขณะที่กำลังต้มน้ำไว้สำหรับดื่มอยู่นั้น ใบไม้ซึ่งต่อมานักพฤษศาสตร์เรียกมันว่า Cameillia sinesis หรือใบชา ก็ได้ปลิวตกลงไปในหม้อต้มน้ำขององค์จักรพรรดิ์ เมื่อจักรพรรดิ์ได้ดื่มน้ำ ก็ทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก และชาก็เป็นที่รู้จักตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวอังกฤษยังคงใช้คำแสลงในการพูดว่า "ชา" สำหรับชา 

ซึ่งมีการออกเสียงคล้ายคลึงกับภาษาจีนว่า "ฉ่า" และไทยเราก็ได้ใช้คำว่า “ชา”มาด้วยจนจวบปัจจุบัน สำหรับชาเขียวในประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า "เรียวกุชะ" เรียวกุชะที่ใช้ดื่มกันในชีวิตประจำวันทั่วไป ในพิธีชงน้ำชาจะใช้ชาผงที่เรียกว่า มัตชะ เมื่อจะชงชาชั้นดีเลิศที่เรียกว่า เกียวกุโระ และเซ็นชะ ชาวญี่ปุ่นจำเป็นต้องระมัดระวังในเรื่องอุณหภูมิของน้ำร้อนมาก โดยต้องรอให้น้ำร้อนเย็นลงจนอุณหภูมิเหลือประมาณ 70 หรือ 80 องศาก่อน เพื่อไม่ให้ความร้อนทำลายสีเขียวที่สวยงามและกลิ่นหอมของใบชาไป ที่ประเทศญี่ปุ่นเขาจะเริ่มเก็บใบชาอ่อนหลังจากเริ่มฤดูใบไม้ผลิแล้วราว 88 วัน เราเรียกใบชาชนิดนี้ว่า อิจิบังฉะ (Ichiban Cha) หรือใบชาแรกผลิ ซึ่งจะมีรสอร่อย และมีกลิ่นหอมมาก 

รู้หรือไม่? โลกเรามีชากี่ประเภท 

การแบ่งประเภทของชาตามอย่างชาวจีนนั้น ชาแบ่งเป็น 7 ประเภท คือ ชาขาว (White tea) ชาเขียว (Green tea) ชาอูหลง (Oolong tea) ชาดำ (Black tea) ชาผูเอ่อ (Pu-er tea) ชาเปาจ่ง (Pouchong) และชาแต่งกลิ่นรส (Scented/Flavored tea) ซึ่งมีความแตกต่างกันตั้งแต่แหล่งที่มา ขั้นตอนการผลิต สี กลิ่น รสชาติ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นชาประเภทใดก็ล้วนมาจากพืชชนิดเดียวกัน (Species) นั่นคือ Camellia sinensis แต่สิ่งที่ทำให้ชาแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน เนื่องมาจากขบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการผึ่ง (Withering) การม้วน (Rolling) การหมัก (Fermentation) การอบแห้ง (Drying) เป็นต้น 

ในบ้านเรา ชาที่นิยมดื่มทั่วไปมีอยู่ 3 ประเภท คือ ชาเขียว ชาอูหลง และชาดำ ชาเขียว เป็นชาที่ไม่ผ่านการหมัก (Unfermented tea) จากกระบวนการผลิตที่ง่ายและน้อยขั้นตอนทำให้ชาเขียวยังคงมีสารในพืชที่มีประโยชน์ เรียกว่า ไฟโตเคมิคัล (phytochemicals) หลงเหลืออยู่มากกว่าชาชนิดอื่นๆ ชาเขียวมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ชาเขียว แบบญี่ปุ่น และชาเขียวแบบจีน ซึ่งแตกต่างกันตรงที่ชาเขียวแบบจีนจะมีการคั่วด้วยกระทะร้อน แต่ชาเขียวแบบญี่ปุ่นไม่ต้องคั่วใบชาใบชาเขียวมีสารสำคัญ 2 ชนิด ชนิดแรก คือ คาเฟอีน (caffein) แต่มีอยู่ในปริมาณที่น้อยมาก ชนิดที่สอง คือ แทนนิน หรือ ฝาดชา (tea tannin) 



ชาเขียว พระเอกยอดฮิต ประโยชน์เพียบ 

ชาเขียวทุกคนก็รู้ว่ามันมีสัญชาติเป็นญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้วชาวจีนดื่มมาก่อนหน้าตั้งแต่พระเจ้าเหา ในปัจจุบันได้ค้นพบว่า ชาเขียวมี Bioflavonoid สูงมาก จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ เท่านั้นยังไม่พอ ชาเขียวยังเป็นแหล่งอุดมไปด้วย EGCG (Epigallocatechin Gallate) ซึ่งเป็น antioxident อีกตัวที่มีพลังเหนือกว่าวิตามิน E ถึง 200 เท่า ในการรบราฆ่าฟันกับบรรดาพวกอนุมูลอิสระทั้งหลาย 

เรียกว่าเป็นสารที่ทรงอนุภาพสูงในการป้องกันเราจากโรคมะเร็งต่าง ๆ และมันยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ โดยทำให้ระดับของคอเลสเตอรอลลดลงและลดความดันโลหิต ทำให้อายุยืน เสริมสร้างให้กระดูกและฟันแข็งแรง ความสามารถในการทำลายแบคทีเรียของชาเขียว สามารถ ป้องกันอาหารเป็นพิษได้ และยังช่วยฆ่าแบคทีเรียที่ก่อให้เกิด คราบพลัคในช่องปาก และเป็นส่วนประกอบสำคัญในยาลด ความอ้วนต่างๆ 

โทษของชาเขียวก็มีนะ 

แต่สิ่งที่ว่าดีมันก็ย่อมมีโทษเป็นของธรรมดาเป็นสัจธรรมแห่งสิ่งมีชีวิตในโลกใบนี้ ซึ่งจากการค้นคว้าข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตก็ได้ทราบมาว่าคนญี่ปุ่น ดื่มชาเขียวมาเป็นเวลานานแล้ว แต่พวกเขายังเป็นคนแคระแกน หรือตัวเตี้ย หรือที่เราเรียกว่า ไอ้ยุ่น หากดื่มชาเขียวหลังอาหารสองชั่วโมง หรือดื่มชาเขียวในปริมาณสูงอาจมีผลในการลดการดูดซึมวิตามิน B1 และ ธาตุเหล็กได้ ซึ่งเป็นต้นเหตุ ของโลหิตจาง ชาเขียวจะกำจัดไขมันทุกชนิดออกจากร่างกายออกหมด ก็น่าจะรวมไขมันที่ผิวหนังต้องการออกไปด้วย ดังนั้นร่างกายจึงขาดไขมันส่วนที่จำเป็นต่อผิวหนัง ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ เนื่อง มาจากคาเฟอิน และมีผมหงอกก่อนวัยอันควร ซึ่งสาเหตุนี้ก็น่าจะมาจากโลหิตจางก็อาจเป็นได้ เพราะชาเขียวคงไปขับสารที่สำคัญของร่างกายออกไปด้วย 

ตลาดชาเขียว สนามรบพันล้าน 

ในบ้านเรา เพิ่งมาฮิตดื่มชาเขียวกันเป็นล่ำเป็นสันเมื่อปีสองปีนี่เอง โดย ยี่ห้อโออิชิกรีนที เป็นเจ้าแรกที่ทำขาย แต่โดนแซงโดย ยูนิฟกรีนที ซึ่งเป็นเจ้าตลาดในปัจจุบัน ส่วนยี่ห้ออื่น ๆ ก็ตามมาอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ชาลีวัง แต่รสชาติฉีกแนวที่มีรสขมหน่อย ๆ ไม่รู้จะเข้ากับคนไทยวัยรุ่นได้ไหม ส่วน ลิปตั้นเวฟ ก็ออกแนวหวาน ๆ ตามด้วยทิปโก้กรีนที ส่วนบีทาเกนกรีนที ที่ผู้ผลิตเคยทำนมเปรี้ยวแข่งกับยาคูลท์ ก็มาแย่งตลาดด้วย ล่าสุดมียี่ห้อเซนโซะ อันนี้หวังตีโออิชิ 100% แต่ชื่อจำยาก รวม ๆ แล้วยิ่งแข่งกันเยอะนับเป็นผลดีต่อเรา ๆ ที่จะได้มีตัวเลือกมากขึ้น ราคาก็จะไม่แพงเกินไปและเผลอ ๆ ยังได้รางวัลที่มีการชิงโชคกันด้วย 

ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็ขอแจมกับชาเขียวด้วย 

นอกจากผลิตภัณฑ์ชาเขียวที่เป็นเครื่องดื่มโดยตรงแล้ว เดี๋ยวนี้ ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็อาศัยความนิยมในตัวชาเขียวมามีส่วนร่วมในผลิตภัณฑ์ ของตัวเองเพื่อเพิ่มยอดขาย ผลิตภัณฑ์เด่น ๆ ที่ใช้ชาเขียว ได้แก่ เจเล่ชาเขียว มาในสไตลเยลลี่บุกผงผสมชาเขียว ราเม็งชาเขียว เจอในโออิชิราเม็ง เค็กชาเขียว มีขายที่สเวนเซ่น ยาลดความอ้วน เช่น เม็ดแมงลักผสมชาเขียวยี่ห้อยูนิฟ และไอศกรีมรสชาเขียวก็เป็นอีกรสที่ทุกยี่ห้อต้องมีขาย 

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่เครื่องดื่มหรืออาหารก็ยังนำชาเขียวไปใช้ เช่น ยาสีฟันชาเขียว ซอลฟฮาบุ ฟูโอคาริน เครื่องสำอางผสมชาเขียว Elizabeth Arden ที่เด็ดสุดน่าจะเป็นผ้าอนามัยชาเขียว โซฟี (โนคอมเมนติก) อีกหน่อยคงมีคอมพิวเตอร์ชาเขียว !... 

สุวรรณภูมิ..กับที่สุดและ...ที่สุด

“สนามบินสุวรรณภูมิ” สนามบินแห่งการรอคอยของพวกเราประชาชนชาวไทย เมื่อกล่าวถึงตำนานของการสร้างสนามบินที่ทำสถิติใช้ระยะเวลาการก่อสร้าง ทั้งหมดยาวนานถึง 45 ปี และอาจจะต้องบวกเพิ่มอีกหนึ่งปีจนกว่าจะถึงเวลาเปิดให้ใช้บริการกันได้จริงๆ ในปี 2549 

กว่าจะมาเป็น ....สนามบินสุวรรณภูมิ 

ปี 2503 รัฐบาลไทยว่าจ้างบริษัท Litchfield Whiting Bowne and Associate ศึกษาและวางผังเมือง 

ปี 2506-2516 กรมการบินพาณิชย์ กระทรวงคมนาคมได้จัดหาที่ดินท่าอากาศยานแห่งใหม่ โดยจัดซื้อและเวนคืนที่ดินประมาณ 20,000 ไร่ ซึ่งใหญ่กว่าพื้นที่สนามบินดอนเมืองราว 6 เท่า 

ปี 2521 กระทรวงคมนาคมได้ว่าจ้างบริษัท Tippets Abbott Mocarthy Aviation ศึกษาทบทวนความเหมาะสมในการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่อีกครั้ง ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีท่าอากาศยานแห่งใหม่รองรับภาคมหานคร เพราะสนามบินดอนเมืองมีพื้นที่จำกัด และผลศึกษายังคงยืนยันว่าบริเวณพื้นที่คลองหนองงูเห่า อำเภอบางพลี สมุทรปราการ เหมาะสมที่สุด 

ปี 2530 วุฒิสภาเสนอว่าควรมีท่าอากาศยานกรุงเทพแห่งใหม่ และเห็นควรให้มีการสงวนที่ดินบริเวณหนองงูเห่าไว้ตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ 

7 พ.ค. 2534 ครม. ได้มีมติอนุมัติให้มีการก่อสร้างโครงการท่าอากาศยานสากลกรุงเทพ แห่งที่ 2 

25 ส.ค. 2535 ครม. มีมติเห็นชอบงบประมาณประมาณ 80 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อจัดทำแผนพัฒนาระบบบริการพื้นฐาน รองรับการเชื่อมต่อโครงการท่าอากาศยานสากลกรุงเทพ แห่งที่ 2 โดยเริ่มงานในปีงประมาณ 2536 

16 พ. ค. 2538 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จัดตั้งบริษัทจำกัดขึ้น เพื่อดำเนินการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ใช้ชื่อว่า บริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 10,000 ล้านบาท มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม 

27 ก.พ. 2539 บริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) ได้มีการจัดตั้งขึ้น มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 10,000 ล้านบาท โดยมีกระทรวงการคลัง และ ทอท. ถือหุ้นร้อยละ 51.39 และ 48.61 ตามลำดับ 

ปี 2543 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” เป็นชื่อ ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ 

29 ก.ย. 2548 กำหนดเปิดให้บริการในวันที่ 29 กันยายน 2548 ซึ่งเมื่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้บริการแล้ว ก็จะโยกย้ายกิจกรรมด้านการพาณิชย์ทั้งหมดจากสนามบินดอนเมืองไปที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองจะใช้เฉพาะในกิจการของกองทัพอากาศ ตลอดจนการบินพาณิชย์เฉพาะเครื่องบินเที่ยวพิเศษเช่าเหมาลำ เครื่องบินส่วนบุคคล (General Aviation) และเครื่องบินสินค้าทั้งลำต่อไป 


หากพูดถึงที่สุด....ของที่สุด เกี่ยวกับสนามบินสุวรรณภูมิ สามารถสรุปเป็นประเด็นได้ ดังนี้ 

- เป็นสนามบินที่ทำสถิติใช้ระยะเวลาการก่อสร้างยาวนานที่สุด ถึง 45 ปี 

- ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศที่พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่สุด และทันสมัยที่สุด ซึ่งประกอบไปด้วย ระบบทางวิ่ง 2 เส้น ทางขับขนานกับทางวิ่งทั้ง 2 เส้น ให้บริการขึ้น-ลง ของอากาศยานได้พร้อมกัน หลุมจอดอากาศยาน มีจำนวน 120 หลุมจอด ภายในอาคารผู้โดยสารครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนใต้อาคาร อาคารจอดรถ เชื่อมต่อกับอาคารผู้โดยสาร สามารถรองรับรถยนต์ได้ถึง 5,000 คัน นอกจากนี้ยังมีที่จอดรถบริเวณอื่นๆ รวมทั้งหมดกว่า 15,677 คัน ระบบป้องกันน้ำท่วม โดยการสร้างเขื่อนดินรอบพื้นที่ท่าอากาศยาน และมีอ่างเก็บน้ำภายใน 6 แห่ง ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้ 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตร มีโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ด้านหน้าอาคารผู้โดยสาร นอกจากนี้ภายในท่าอากาศยาน จะมีการบริการต่างๆ มากมาย เช่น ศูนย์บริการรถเช่า ร้านค้า ภัตตาคาร สถานีเติมน้ำมัน ฯลฯ 

- รันเวย์ยาวที่สุดในโลกถึง 4,000 เมตร 

- มีหอบังคับการบินที่สูงที่สุดในโลก 132 เมตร พร้อมระบบการนำร่องอากาศยานที่ทันสมัย 

- อาคารผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิ มีพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน 

- สามารถรองรับการลงจอดของเครื่องบินทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินพาณิชย์ 
ขนาดเล็กไปจนถึงเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอย่างแอร์บัส A380 

- ภายในอาคารสะพานเทียบเครื่องบิน จะพบกับความโอ่อ่าของตัวอาคาร ที่ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยที่สุดในโลกและเต็มไปด้วยความโอ่อ่าอลังการ 

- ระบบการทำงานแทบทุกกิจกรรมในสนามบินจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยระบบเทคโนโลยีทันสมัยที่เรียกว่า AIM (Airport Information Management System) กลายเป็นสนามบินที่ใช้ระบบไอทีติดอันดับโลกไปโดยปริยาย 

- ค่าธรรมเนียมในการจอดเครื่องบินของสายการบินต่างๆ หรือ landing fee เป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในบรรดาสนามบินทั้งหมดในแถบภูมิภาคเดียวกัน 

- ตลอดระยะเวลาของโครงการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เริ่มคิดโครงการเมื่อปี 2503 เรื่อยมาจนการเริ่มการก่อสร้าง มีแต่เรื่อง "ฉาวโฉ่" มากที่สุด 

สตอร์ม เซิร์จ มหันตภัยร้ายแรงแห่งท้องทะเล

ช่วงนี้หลายๆ คนคงได้ยินคำว่า “สตอร์ม เซิร์จ” กันบ่อยๆ จากสื่อต่างๆ ที่ได้เผยแพร่ข้อมูลออกมาให้ประชาชนรับทราบข่าวสารถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งข่าวจากประเทศเพื่อนบ้านของเราและข่าวในประเทศของเราเอง ทำให้หลายๆ คนอยากรู้จักกับ “สตอร์ม เซิร์จ” มากขึ้น ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก
สตอร์ม เซิร์จ  คืออะไร
 คลื่นพายุซัดฝั่ง “สตอร์ม เซิร์จ” คือ การเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล และคลื่นลมแรงบริเวณชายฝั่งทะเลอันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน ซึ่งมีความกดอากาศต่ำมากและมีกำลังลมพัดแรง ส่งผลให้เกิดการยกตัวขึ้นของระดับน้ำทะเลจากระดับปกติ เนื่องจากการเคลื่อนตัวผ่านเข้ามาของพายุหมุนเขตร้อนจึงทำให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง ซึ่งเรียกว่า “สตอร์ม เซิร์จ”
สตอร์ม เซิร์จ  เกิดขึ้นได้อย่างไร
- จะเกิดพายุที่มีความรุนแรงตั้งแต่ระดับโซนร้อนขึ้นไป และมีความเร็วลมมากกว่า 100 กม./ชม. พัดเข้าหาฝั่งก่อน จึงจะทำให้เกิด สตอร์ม เซิร์จ ขึ้นได้
- เมื่อเกิดพายุจะมีแรงกด ยกระดับน้ำทะเลให้สูงกว่าปกติ กลายเป็นโดมน้ำขนาดใหญ่ ซัดจากทะเลเข้าหาฝั่งรวดเร็วและรุนแรง
สตอร์ม เซิร์จและสึนามิมีความแตกต่างกันอย่างไร
นาวาเอก กตัญญู ผู้บังคับหมดเรืออุทกศาสตร์ กองทัพเรือชี้แจงว่าสิ่งที่คล้ายกัน คือ รูปแบบการเคลื่อนตัวที่เป็นเหมือนคลื่นขนาดใหญ่แล้วพัดเข้าชายฝั่ง แต่ที่แตกต่างกัน คือ ลักษณะของการเกิด คือ สึนามิเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ของแผ่นดินไหวใต้ท้องทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ซัดเข้าชายฝั่ง แต่ สตอร์ม เซิร์จ จะเกิดขึ้นโดยมีตัวแปรจากพายุทำให้เกิดคลื่นซัดเข้าชายฝั่ง
      
จะเกิด “สตอร์ม เซิร์จ”  ในกรุงเทพมหานครหรือไม่ “ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” อดีตนักวิทยาศาสตร์องค์การนาซ่า ผู้คิดค้นการลงจอดบนดาวอังคารแนะภายใน 6 ปีรัฐบาลต้องเริ่มคิดย้ายเมืองหลวงได้แล้ว คาดอีก 30 ปีข้างหน้า ภาคกลางของไทยจมใต้ทะเล ตรงกับข้อมูลนาซ่า ที่ระบุว่าระดับน้ำทะเลของไทยจะสูงขึ้น 7 เมตรจากภาวะโลกร้อน ชี้คนไทยต้องฟังคำเตือนของ “ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ” เรื่อง สตอร์ม เซิร์จ เพราะอาจเกิดขึ้นจริง ย้อนคำเตือนเขื่อนเมืองกาญจน์แตก ตามรอยแผ่นดินไหว น้ำจะบ่าถึงกรุงเทพฯ ย้ำใช้สติแก้ปัญหา ดังนั้น เมืองหลวงควรอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 40-50 เมตร การที่เปลือกโลกร้าวจะทำให้ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก และกาญจนบุรี เกิดแผ่นดินไหว ก่อนหน้านี้ตนเคยเตือนว่าเขื่อนที่ จ.กาญจนบุรี จะแตกเพราะอยู่ตามแนวที่จะเกิดแผ่นดินไหว แต่วิศวกรแย้งว่าการออกแบบก่อสร้างเขื่อนทนต่อแผ่นดินไหวได้ 8 ริคเตอร์ แต่สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือการเคลื่อนที่ของดิน ซึ่งอาจเคลื่อนไปคนละทิศละทาง จึงอาจทำให้เขื่อนแตกได้ และจะส่งผลให้เมืองกาญจน์จมน้ำ แล้วน้ำจะไหลมาสู่ จ.นครปฐม และกรุงเทพฯ ในที่สุด

หากเกิด “สตอร์ม เซิร์จ” จะมีผลกระทบต่อพื้นที่ใดบ้าง หรือมีพื้นที่เสี่ยงภัยใดบ้าง
หลังจากที่ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมากล่าวเตือน แนวชายฝั่งอ่าวไทย 3 จังหวัด คือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม รวมถึงบริเวณชายฝั่งทะเลในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ระวังวิบัติภัยจากสตอร์ม เซิร์จ (Storm Surge)  ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นช่วงอันตรายอย่างยิ่ง โดยทั่วไปแล้วสตอร์ม เซิร์จ นั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตมาก ถ้าหากเกิดขึ้นครั้งเดียว ภัยจากสตอร์ม เซิร์จ นั้นส่วนมากจะรวมกับการเกิดสิ่งแวดล้อมอื่นด้วย เช่น ช่วงน้ำทะเลขึ้นสูงสุดและในฤดูน้ำหลาก โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบคือ

- ทะเลฝั่งอ่าวไทยและแหล่งน้ำขนาดใหญ่ อย่างทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา ทะเลสาบหนองหาร จ.สกลนคร ตลอดจนกว๊านพะเยา จ.พะเยา"

- แนวชายฝั่งของ 3 จังหวัดอ่าวไทยคือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีภูมิประเทศเป็นรูปตัว ก.ไก่ คือเป็นพื้นที่ค่อนข้างสูง แต่บริเวณพื้นที่ชั้นในค่อนข้างต่ำเป็นแอ่ง ฉะนั้น หากเกิดปรากฏการณ์คลื่นพายุหมุน น้ำทะเลน่าจะทะลักเข้าทางถนนสุขุมวิท ย่านบางนา รวมทั้งเข้าทางฝั่งธนบุรี

- ฝั่งพระนคร ในพื้นที่เขตบางนาบางส่วน ช่วงติด จ.สมุทรปราการ ถึง ถ.บางนา-ตราด อาจเกิดคลื่นสูง 0.20 – 1.00 เมตร

- ฝั่งธนบุรี แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ
     1.จากชายทะเลบางขุนเทียน ถึง คลองสนามชัย ในพื้นที่เขตบางขุนเทียน บางส่วนของเขตทุ่งครุ อาจเกิดคลื่นสูง 1.00 – 3.00 เมตร
     2.ช่วงเหนือคลองสนามชัย ถึง ถ.พระราม 2 ในพื้นที่บางส่วนของเขตบางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ และจอมทอง อาจเกิดคลื่นสูง 0.20 – 1  เมตร
การเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับ “สตอร์ม เซิร์จ”
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรับข่าวสาร และทำความเข้าใจ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรศึกษาลักษณะของการเกิด และความรุนแรงเพื่อที่จะได้หาทางหนีทีไล่ได้ทัน โดยการหนีนั้นจะมีหน่วยงานที่ร่วมทำแผนที่เสี่ยงภัย ซึ่งหากบริเวณไหนมีประชากรหนาแน่น บริเวณนั้นจะมีความเปราะบางมาก จึงต้องทำแผนที่ให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมืองท่องเที่ยว

- กทม. ได้จัดทำแผ่นพับ “ตั้งสติ เตรียมตัวพร้อมรับมือคลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surge)” เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน ซึ่งในแผ่นพับนั้นจะบอกถึงพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบไว้แล้ว

- การเตือนภัย และพยากรณ์เส้นเดินของพายุหมุนเขตร้อน และผลกระทบของอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน จากกรมอุตุนิยมวิทยา และศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

- มีการกระจายคำเตือนอย่างรวดเร็ว ให้ภาครัฐ ภาคประชาชนโดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง และผู้ประกอบกิจการในทะเล เช่น ชาวประมง นักเดินเรือ เป็นต้น

- จะต้องมีการก่อสร้างอาคารหลบภัยพายุหมุนเขตร้อนในพื้นที่เสี่ยงภัย และกำหนดเส้นทางหนีภัย หรือพื้นที่หลบภัยอย่างชัดเจน

- จะต้องมีแผนฝึกซ้อมการอพยพหลบภัยในทุกๆ ภาคส่วน และจัดลำดับหรือขั้นตอนการอพยพหลบภัยอย่างชัดเจน รวมทั้งมีแผนฉุกเฉิน

วิธีการป้องกัน
  รศ.อัปสรสุดา ศิริพงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลการป้องกันมีอยู่หลายแนวทางทั้งการสร้างกำแพงป้องกันแต่ก็ไม่ควรนำมาใช้กับบ้านเราและอาจจะเป็นการสูญเงินอย่างมหาศาล ทางออกที่ดีที่สุดคือการช่วยกันรักษาป่าชายเลนตามแนวชายฝั่ง หรือปลูกป่าชายเลนเพิ่มในพื้นที่ชายฝั่งซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่จะช่วยลดความรุนแรงได้ อีกทั้งควรกำหนดเป็นหลักสูตรในเรื่องของภัยพิบัติลงในแบบเรียนเพราะเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เด็กเกิดความตื่นตัว จึงต้องสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้น และต้องมีการซ้อมแผนเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวเกิดขึ้นจริงจะได้ช่วยลดความเสียหายจากชีวิตและทรัพย์สินได้

ฮวงจุ้ย....ศาสตร์ที่คุณควรรู้ ตอนที 3สุดท้าย

ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน

• ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกนั่งโต๊ะในตำแหน่งทแยงมุมกับประตูที่สุด แต่ว่าต้องเห็นประตูนะ

• ไม่ควรนั่งหันหลังให้ประตู บอกกันว่าตำแหน่งนี้ เพื่อนร่วมงานจะแทงข้างหลัง (ระวังไว้)

• ซ้าย(มังกร) ต้องอยู่สูงกว่า ขวา(เสือขาว) ยกตัวอย่างเช่น จอมิเตอร์ หรือกองเอกสารควรอยู่ซ้ายมือ ส่วนปากกา, Mouse ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีส่วนสูงไม่มาก ควรวางอยู่ด้านขวามือ

• Screen Saver ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ควรมีรูปแหลม หรือกากบาท ควรเป็นรูปปลาว่ายน้ำที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาเป็นดีที่สุด

• เก้าอี้ควรใช้แบบไม่มีล้อและพนักพิงหลังสูง

• โต๊ะทำงานของเจ้าของกิจการหรือผู้บริหาร ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่ดีจะส่งผลให้ธุรกิจที่ทำอยู่ประสบความสำเร็จ จึงควรนั่งอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจในการควบคุมมากที่สุดคือ ตรงมุมห้องที่ทแยงกับประตูทางเข้าห้องทำงาน

• ตำแหน่งของมุมทรัพย์ หรือมุมร่ำรวยมั่งคั่ง เมื่อเข้าห้องไปแล้วจะอยู่มุมซ้ายมือสุด ถ้ามี รูปปั้นเสือขาว ตั้งอยู่ในห้องทำงานก็ยิ่งจะส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงในธุรกิจที่ประกอบอยู่

• บรรยากาศภายในห้องทำงาน ควรจัดแต่งให้มีแสงสว่างและควรจัดดอกไม้ หรือแขวนรูปภาพ เพื่อเพิ่มบรรยากาศภายในห้องทำงานให้แลดูสดใส มีพลังและมีชีวิตชีวา ยามเหนื่อยล้าจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้ด้วย

• ถ้านั่งทำงานเผชิญหน้ากับเสา ที่เรียกว่า “มุมเสาศรพิฆาต” ให้ทำลายพลังอัปมงคลด้วยแท่งคริสตัล ว่ากันว่า การหา รูปหล่อสิงห์หรือคริสตัลรูปมังกร มาตั้งไว้ที่ด้านซ้ายของโต๊ะทำงาน จะช่วยแก้การนินทาว่าร้ายของเพื่อนร่วมงานได้เช่นกัน

• โต๊ะทำงานควรเป็นโต๊ะที่ด้านล่างปิดทึบทั้งสามด้าน และการจัดโต๊ะให้ยึดหลัก ซ้าย (มังกร) ต้องสูงกว่าขวา (เสือขาว) เช่น จอ Monitor กองเอกสารควรอยู่ซ้ายมือ ปากกา Mouse มุมอุปกรณ์ที่มีส่วนไม่สูงมากควรวางอยู่ด้านขวามือ

• ควรมี ต้นไม้เล็กๆ บริเวณ Monitor เพื่อลดความเข้มของสนามแม่เหล็ก และหาพืชขนาดกะทัดรัดที่สามารถปรับสภาพอากาศให้ดีมาตั้งไว้ตรงโต๊ะทำงาน หรือตามมุมห้องต่างๆ เช่น ต้นเงินไหล บอสตันเฟิร์น หรือฟิโลเดนดอล เป็นต้น

• ถ้าเป็นห้องทำงานส่วนตัว ก็ให้ตั้งตัวมังกรไว้ที่ริมผนังห้องด้านซ้ายมือ (ยืนกลางห้อง หันหน้าไปทางประตู) สิ่งสำคัญคือ หันมังกรออกด้านนอก อย่าหันใส่ตัว ส่วนการเลือกขนาดมังกรให้ดูเหมาะสมกับสถานที่เป็นหลัก

• ลักษณะโต๊ะทำงานทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมาะสมที่สุด โต๊ะทรงกลมจะทำให้นั่งทำงานได้ไม่นาน เหมาะกับการประชุมมากกว่า

• โต๊ะรูปตัวแอล “L” เหมาะกับพนักงานที่ทำงานใช้ความคิดเยอะ ด้านฐานของตัว L ที่เป็นตำแห่งไกลตัวคนนั่งที่สุดควรใช้วางคอมพิวเตอร์ (รูปประกอบ) เพราะคอมพิวเตอร์ทำให้เราไม่ค่อยสื่อสารกับคนอื่น

• ควรเปิดหน้าต่างให้แสงสว่างจากธรรมชาติเข้าสู่ห้องทำงานบ้าง นอกจากจะประหยัดไฟแล้ว ยังทำให้อากาศถ่ายเท รู้สึกมีชีวิตชีวา แถมร่างกายได้รับวิตามินดีอีกด้วย เพราะคนทำงานใต้ฟลูออเรสเซนต์มากๆ จะทำให้สมองล้า ร่างกายอ่อนแอ ปวดหัวง่าย สายตาเสีย และเป็นบ่อเกิดของความเครียดในที่สุด

• ระวังอย่าจัดโต๊ะคอมพิวเตอร์ไว้ใกล้หน้าต่างเกินไป เพราะจะทำให้แสงสะท้อนจากหน้าจอเข้าตาได้

• การใช้สีในที่ทำงานควรมีความสมดุลของแต่ละธาตุ เช่น สีเขียวของธาตุไม้ หมายถึงการเติบโตและการพัฒนา สีแดงของธาตุไฟ หมายถึงการขยับปรับเปลี่ยนเคลื่อนไหว กระฉับกระเฉง สีเหลืองของธาตุดิน หมายถึงความฉลาด มีปัญญา และมีเหตุผล สีน้ำตาลของธาตุดิน หมายถึงความมั่นคง สีขาวของธาตุเหล็ก หมายถึงการเริ่มต้นที่สดใส และสีดำของธาตุน้ำ หมายถึงการค้นหาความลับ

ฮวงจุ้ย....ศาสตร์ที่คุณควรรู้ ตอนที 2

ครั้งที่แล้ว เราได้รู้เกี่ยวกับเรื่องฮวงจุ้ยของบ้านและฮวงจุ้ยห้องนอนไปแล้ว คราวนี้ไม่รอช้า มาต่อกันที่ฮวงจุ้ยเตียงนอน ห้องน้ำ และห้องครัวกันเลยดีกว่า

ฮวงจุ้ยบนเตียงนอน

• เตียงนอนใต้ไฟ (ศีรษะมีไฟส่อง) ทำให้ปวดศีรษะง่ายเครียดง่ายหรือมีเรื่องร้อนใจเสมอ
• เตียงนอนอยู่ใต้คาน ทำให้ต้องรับภาระหนัก มีเรื่องให้แก้ปัญหาเสมอ
•เตียงนอนมีเสาบังอยู่ทั้ง 2 ข้าง เหมือนถูกบีบจากเสา มีแต่เรื่องเครียดอยู่ตลอดเวลา
•เตียงนอนตรงประตูทางเข้าออก ป่วยออดๆ แอดๆ เสมอ
•เตียงนอนตรงประตูห้องน้ำ ป่วยด้วยโรคช่องท้อง เช่น มดลูก ท่อปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก อัมพาต
•เตียงนอนวางลอยๆ กลางห้อง เหมือนเมรุเผาศพ คนเดินผ่านได้รอบข้างเป็นการจัดวางที่รับอันตรายได้รอบทิศทางถือว่าไม่เป็นมงคล
•กระจกแผ่นใหญ่ส่องเตียงนอน ป่วยง่าย การป่วยจะเป็นการป่วยเรื้อรัง
•วางเตียงนอนไว้ใต้บันได ถือว่ารับแต่ของสกปรก หรืออัปมงคลไว้ตลอดเวลาเป็นลักษณะกดทับ แก้ปัญหายาก

ฮวงจุ้ยห้องน้ำ
• ห้ามวาง ห้องน้ำ ไว้กลางบ้าน เพราะตำแหน่งกลางบ้านเป็นตำแหน่งของกระแสพลัง การมีห้องน้ำอยู่กลางบ้านจะทำให้กระแสพลังแตกสลาย ทำให้บ้านไม่มีพลัง คนในบ้านจะเจ็บป่วย รักษาไม่หาย เก็บเงินไม่อยู่ เสียเงินเสียทองได้ง่าย
•อย่าวาง ตำแหน่ง ห้องน้ำ ในที่อับทึบไม่ระบายอากาศ ไม่มีแสงแดดส่องได้ถึง เนื่องจาก ห้องน้ำ ในหลัก ฮวงจุ้ย ถือเป็นตำแหน่งอิม ถ้าอยู่ในที่ไม่มีแสงหรือระบายอากาศไม่ได้ พลังอิมจะมีมากเกินไป ทำให้ขาดความสมดุลของพลังอิมเอี๊ยงในบ้านได้
•อย่าวาง ห้องน้ำ อยู่ด้านหน้า ติดประตูทางเข้าบ้าน ไม่ดี

ฮวงจุ้ยห้องครัว
•ห้ามทำราวตากผ้าผ่านเตาไฟ จะเป็นอัปมงคล
•ประตูตรงกันหลายบาน ตรงกับเตา ทำให้ร้อนเงิน มีปากเสียง ไม่ดี
•เครื่องซักผ้าตรงกับเตาไม่ดี
•ห้องครัวถ้ามีขื่อพาดอยู่ ไม่ดีจะเจ็บป่วย ยากจน
•ห้องครัวห้ามอยู่ติดกับห้องนอน ถ้าจำเป็นจะตั้องกั้นผนังห้องครัวและห้องนอนอย่าให้มีอากาศเข้าถึงกันได้
•เตาตรงกับประตู เท่ากับชักนำเพื่อนเข้ามากิน แล้วก็จากไป แต่ตัวเราจะจนลง ไม่ดี
• เตาแก๊สห้ามตั้งติดกับก๊อกน้ำหรืออ่างล้างชาม ไม่ดี
•ไม่ควรวางเตาไว้บนท่อระบายน้ำหรือท่อ น้ำประปา
•ด้านหลังเตาแก๊สห้ามมีบ่อน้ำ
•ครัวเตาไฟไม่ควรจัดไว้หน้าบ้าน จะไม่มีทรัพย์สินเก็บ
•ตัวเตาในบ้านอย่าให้คนนอกบ้านเห็นจะไม่เหลือเงินเก็บ

ติดตามต่อในตอนสุดท้าย

ฮวงจุ้ย....ศาสตร์ที่คุณควรรู้ ตอนที 1Erer

โพสท์นี้มีปัญหา
ขออภัยในความไม่สะดวก

ฮวงจุ้ย....ศาสตร์ที่คุณควรรู้ ตอนที 1

ใครเคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มาบ้าง......
“คนที่บ้านไม่สบายบ่อยเหรอ เอ..บ้านที่อยู่ตอนนี้ห้องน้ำอยู่กลางบ้านหรือป่าว” หรือ “เตียงนอนตั้งผิดที่หรือป่าวเธอ....ถึงได้มีเรื่องเครียดตลอดเลย ”

คิดว่าหลายคนคงจะเคยโดนคนรู้จัก หรือแม้แต่เวลาที่เราไปดูหมอ หมอดูก็จะทักเรื่องนั้นเรื่องนี้ เราเองคงจะแปลกใจว่าเค้ารู้ได้งัยกันนะ ไม่ยากค่ะ ที่คนๆนั้นจะรู้เพราะว่าเค้าเหล่านั้นได้ศึกษาศาสตร์ชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า ฮวงจุ้ย

คนส่วนมากเข้าใจว่า ฮวงจุ้ยเป็นสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ มีลักษณะที่เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิ ศาสนา หรือเป็นความเชื่องมงายของคนโบราณ ที่ไม่สามารถหาเหตุและผลที่แท้จริงได้ เนื่องจากหนังสือฮวงจุ้ยทั่วไปที่วางขายอยู่ในท้องตลาด ก็ล้วนแล้วแต่มีลักษณะของการรวบรวมสารพัดความเชื่อ จนทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่าวิชาฮวงจุ้ยคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว จึงเกิดความงมงาย ยึดติดกับความเชื่อผิดๆ และไม่สามารถนำมาใช้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้อย่างแท้จริง

เรามาทำความเข้าใจในความหมายของคำว่า “ฮวงจุ้ย” กันก่อน

ฮวงจุ้ย มาจากคำว่า ลม(ฮวง)และ น้ำ(จุ้ย) ออกเสียงตามสำเนียง จีนแต้จิ๋ว คำว่า ฮวงจุ้ย หมายถึง สภาวะแวดล้อม หรือการอยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ในคติของชาวจีน มีลักษณะใกล้เคียงสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศาสตร์ ฮวงจุ้ย นี้มาจากประเทศจีน

และข้อมูลต่อไปนี้ ทีมงาน CityVariety ได้รวบรวมไว้บางส่วน เพื่อที่ท่านจะได้ลองนำไปพิจารณาดูว่า ท่านเองผิดหลักฮวงจุ้ยอย่างไรบ้าง

ฮวงจุ้ยบ้าน

ลักษณะภายนอกบ้านที่ไม่ถูกต้อง
•มีเสาไฟฟ้า ต้นไม้ วัตถุหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ที่บริเวณภายนอกของประตูเพราะขวางทิศทางที่กระแสพลังจะเข้า
•ตึกสูงที่อยู่ใกล้ๆ ทั้งด้านหลัง ทางซ้ายหรือขวา สูงมากเกินไป
•กำแพงที่เก่าดูสกปรก ขึ้นรา หรือกำแพงบ้านสูงมากเกินไป
•สร้างบ้านโดยถมดินยกสูงเกินไป เหมือนอยู่บนเนิน พลังจะเทออกหมด
•มีสะพาน หรือทางสามแพร่งที่พุ่งแทงเข้ามา
•บ้านที่อยู่ระหว่างช่องว่างของตึกสูง เป็นช่องลมพิฆาตที่ไม่ดี เรียกว่าทัณฑ์ฟ้าผ่า
•บ้านตรงกันข้ามโบสถ์ วิหาร วัด ศาลเจ้า โรงพยาบาล สุสาน เสา เครื่องหมายจราจร มีปล่องไฟ เป่าลมพุ่งมาหาบ้าน
•มีต้นไม้ใหญ่อยู่ชิดบ้าน หรือต้นไม้ใหญ่เหี่ยวเฉา ยืนตายอยู่ใกล้บ้าน

ลักษณะภายในบ้านที่ไม่ถูกต้อง
•ประตูห้องตรงกัน ประตูตรงกับประตูห้องน้ำ ประตูตรงกับเตียงนอน ตรงกับเตา
•คานต่ำ เพดานต่ำ เพดานเฉียง ฝ้าหลุม หลังคาหลายจั่ว
•กันสาดกดต่ำมาก จนลมหรือพลังเข้าบ้านไม่ได้
•แสงสว่างไม่พอ ดูมืดอึมครึม ห้องในบ้านของคุณที่อากาศที่ไม่ถ่ายเทหรือไม่
•บ้านหลายหลังที่อยู่รวมกัน หลังคาชนกัน
•ตัวบ้านที่แตกร้าว
•บันไดตรงกับประตูห้องนอน ห้องน้ำ บันไดอยู่กลางบ้าน
•หัวเตียงติดกับเตาไฟ โถส้วม ประตู
•กระจกอยู่ที่หัวนอน หรือส่งมาใส่ตัวคน

ฮวงจุ้ยห้องนอน

ฮวงจุ้ย ห้องนอน สำหรับ บ้าน ที่อยู่อาศัย เพื่อ ฮวงจุ้ยบ้าน และ ฮวงจุ้ยที่อยู่อาศัยที่ดี
•ประตูห้องนอนตรงกับเตียงนอน ไม่ดี
•ประตูห้องนอนตรงกับประตูห้องน้ำ ไม่ดี จะเกิดโรคภัย ธุรกิจสะดุด
•ประตูห้องนอน ห้ามตรงกับบันได ไม่ดี
•ประตูห้องนอน ตรงกับประตูครัว ทำให้เกิดปากเสียงเงินเก็บไม่อยู่ ไม่ดี
•ห้องนอน ติดกับเตา หรือห้องครัว ไม่ดี
•ห้องนอน อยู่ใต้ห้องน้ำจะเจ็บป่วย
•ใต้เตียงนอนไม่เหมาะที่จะเก็บถ้วยชามที่ร้าว จะทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพ
•การตั้งเตียงเป็นมุมทแยง ไม่ดี จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ
•ด้านหัวนอนของเตียงและปลายเท้าห้ามตั้งกระจก
•ห้ามนอนเอาเท้าหันไปสู่ประตู
•หิ้งลอย ตู้ลอย ไม่ควรอยู่บนหัวนอน จะทำให้เครียด เกิดโรคทางสมอง
•ด้านหลังของเตียงเป็นห้องน้ำไม่ดี
•ห้องนอนอย่าอยู่ หน้าห้องรับแขก
•กระจกอย่าวางไว้ที่หัวนอน เพราะจะทำให้เสียสุขภาพ

ห้องนอนที่ถูกหลักในเรื่องของฮวงจุ้ย ล้วนแต่มีส่วนช่วยเสริมให้ผู้นอน นอนหลับได้อย่างสบาย มีสุขภาพที่แข็งแรง ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความกระตือรือร้น กระปรี้กระเปร่าในการที่จะทำงานหาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวและรับผิดชอบในหน้าที่การงานได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป

ติดตามต่อในตอนที่ 2

โรงแรมที่แพงที่สุดในโลก

มาดูโรงแรมที่แพงที่สุดในโลก
 
โรงแรม 7 ดาว แห่งเดียวในโลกใบนี้
โรงแรมนี้เชื่อว่าเป็น โรงแรมที่แพงที่สุดและ ดีที่สุดในโลกก็ว่าได้
โรงแรมนี้ เข้าไปฟรีๆเหมือน โรงแรมอื่นไม่ได้นะ แค่จะเข้าไปถ่ายรูปต้องเสียตังค์
แล้วก็ มีรถ ลีมูซีนอย่างดี ไปรับไปส่งท่านถึงหน้าประตูโรงแรมค่ะ
เชื่อว่า ถ้า เค้าหาวิธีที่จะไปส่งท่านถึงเตียงได้โดยท่านไม่ต้องเดินเค้าก็คงทำไปแล้ว
โรงแรมนี้เป็นโรงแรมที่ทำให้ Dubai ขึ้นชื่อประเทศ ท่องเที่ยว เลยนะ 
คิดดูสิ สำคัญไฉน
ซึ่ง โรงแรมนี้ เนี่ย ไม่ได้มีห้องพักแบบธรรมดานะคะ ทุกห้องเป็น Suite หมด 
ห้องที่เล็กที่สุด กินเนื้อที่ถึง 169 ตารางเมตรแน่ะ
ห้องที่ใหญ่สุดก็กว่า 780 ตารางเมตร ซึ่ง ราคาที่พัก เริ่มต้นที่ US$1000-US$15000
The Royal suite ห้องที่แพงที่สุดราคาตกที่ US$28000ต่อคืนนะ
และเป็นโรงแรมที่มี โถง Lobby สูงที่สุดด้วยค่ะ สูง 590 ฟุต

แฟชั้นรองเท้า......ภัยที่คุณคาดไม่ถึง

แฟชั่นรองเท้า...ภัยที่คุณคาดไม่ถึง
 
 
 
 
 
 
ทุกวันนี้แฟชั่นรองเท้าบุรุษและสตรีก้าวล้ำนำสมัยอย่างมาก หนุ่มๆ สาวๆ ตลอดจนคนทำงานสามารถซื้อหารองเท้าได้หลากแบบหลากสไตล์ตามความชอบ ความเหมาะสมและเงินในกระเป๋า แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมก่อนจะซื้อรองเท้าก็คือ ควรเลือกแบบที่สวมใส่สบายและดีต่อสุขภาพเท้า

แฟชั่นรองเท้าปัจจุบันเป็นอย่างไร? 
"แฟชั่นรองเท้าปัจจุบันไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเท้าของผู้หญิงเอาซะเลย รองเท้าส้นสูงปรี๊ดเหล่านั้นทำให้สาวๆ ต้องจิกปลายเท้าแถมนิ้วเท้าของสาวๆ ก็ต้องแนบชิดติดกันซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหากับนิ้วเท้าและยังอาจทำให้เกิดอาการช้ำบวมอีกด้วย" คุณหมอลอยด์ สมิธ จากสมาคมแพทย์รักษาโรคเท้าแห่งอเมริกัน กล่าว
รองเท้าหัวมนซึ่งมีส้นสูง 5 ถึง 6 นิ้ว ซึ่งเป็นแฟชั่นที่กำลังได้รับความนิยมในฤดูกาลนี้ ไม่ดีต่อสุขภาพเท้าของผู้สวมใส่เลย เช่น เดียวกับรองเท้าแตะที่เปิดให้เห็นเท้าแบบโล่งโจ้ง

รองเท้าแตะ ?
"รองเท้าแตะไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเท้า เพราะมันแบนเกินไป เรียบเกินไป และนุ่มเกินไป ทั้งยังไม่กระชับเท้าและไม่ปกป้องเท้าของผู้สวมใส่" และที่กล่าวมานี้ยังไม่รวมถึงการลื่นหกล้มเพราะรองเท้าแตะเจ้ากรรม

รองเท้ากีฬา ?
แม้แต่รองเท้ากีฬาเอง บางครั้งก็ทำให้เกิดปัญหากับเท้าได้เหมือนกัน ผู้เชี่ยวชาญกล่าว ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เห็นพ้องกันว่า รองเท้าที่ดีต่อสุขภาพเท้ามากที่สุดคือรองเท้าที่จำลองรูปร่างของเท้า ขณะเดียวกันก็ต้องกระชับเท้าและสวมใส่สบาย ซึ่งเป็นแนวทางที่รองเท้ากีฬาส่วนใหญ่นิยมทำ

รองเท้าที่ดี ?
"รองเท้าที่ดีต้องมีความราบเรียบและเอียงแต่พอดี นอกจากนี้นิ้วเท้าของคนเรายังต้องการช่องว่างที่มากพอและพื้นรองเท้าชั้นบนก็ควรใช้วัสดุที่มีความอ่อนนุ่ม เชือกหรือสายผูกรองเท้าก็ควรจะปรับตามรูปร่างและขนาดเท้าได้" คุณหมอสมิธ กล่าว
รองเท้าส้นสูงส่งผลเสียต่อผู้สวมใส่หลายประการ คุณหมอซวี บาร์-เดวิด ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคเท้าจากศูนย์การแพทย์เพรสไบเทอเรียน ที่โคลัมเบีย ในนิวยอร์ก กล่าว

รองเท้าส้นสูง ?
ส้นรองเท้าที่สูงได้ยกให้ช่วงเท้าอยู่ในสภาพผิดธรรมชาติและทำให้เส้นเอ็นที่เท้าหดตัวสั้นลง นอกจากนี้รองเท้าส้นสูงยังทำให้การทิ้งน้ำหนักลงบนฝ่าเท้าเกิดความไม่สมดุล ซึ่งจะทำให้กลไกการทำงานของเท้าขาดความเสถียร

"รองเท้าส้นสูงทำให้พื้นที่บนฝ่าเท้าที่ต้องสัมผัสกับพื้นรองเท้าลดลงและนิ้วเท้าก็ลาดลงไปข้างหน้าซึ่งทำให้เท้าส่วนหน้าและนิ้วเท้าต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักมากว่าเท้าส่วนอื่น และยังทำให้ผู้สวมใส่มีโอกาสเกิดข้อเท้าเคล็ดได้ง่าย" คุณหมอบาร์-เดวิด กล่าว

ทั้งนี้รองเท้าถูกสร้างและออกแบบขึ้นมาเพื่อรองรับเท้าและป้องกันแรงกระแทกที่เกิดจากการเดินหรือวิ่ง เพราะเมื่อเท้าแตะถึงพื้น เท้าจะต้องรับแรงกด 2.5 เท่าของน้ำหนักตัว ดังนั้น รองเท้าที่สวมใส่จึงต้องสามารถทำหน้าที่เป็นตัวเสถียรให้กับเท้าหรือทำให้เท้ารับน้ำหนักได้อย่างมั่นคง เมื่อรองเท้าช่วยให้เท้ารองรับน้ำหนักได้อย่างมั่นคง เราก็จะสามารถก้าวเดินได้อย่างสมดุล และไม่ทำให้ปวดข้อและกระดูกส่วนต่างๆ

อันตรายต่อสุขภาพ ?
อาการปวดหลัง ปวดเข่า ปวดคอนั้น อาจเป็นผลมาจากการสั่นสะเทือนที่กระดูกส่วนดังกล่าวเพราะส้นเท้าไม่สามารถยืดหยุ่นตัวตามแรงกระแทกที่เกิดขึ้นขณะที่กำลังเดินหรือวิ่งได้ นอกจากนี้ รองเท้าแฟชั่นจ๋าในยุคสมัยนี้ยังได้รับการออกแบบมาไม่เหมาะสมกับรูปเท้า เพราะส่วนใหญ่เมื่อสวมใส่แล้วจะทำให้พื้นที่ระหว่างนิ้วเท้าคับแคบลง หรือพูดง่ายๆ ก็คือรองเท้าแฟชั่นสมัยนี้ทำให้นิ้วเท้าต้องบีบตัวเข้าหากันมากขึ้นจนนิ้วเท้าของสาวๆ เกิดอาการเกร็งและเป็นตะคริว

ตามปกติรองเท้าที่คับหรือรองเท้าที่สวมใส่แล้วอึดอัดไม่สบายเท้ามักจะไปกดทับเส้นประสาทที่เท้าและทำลายเส้นประสาทเหล่านั้น และในระยะยาวยังทำให้เป็นโรคข้ออักเสบได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น รองเท้าหัวแหลมและรองเท้าที่มีพื้นแข็งๆ ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปก็ยังขัดขวางกลไกการทำงานของเท้า

รองเท้าหัวแหลมและรองเท้าที่มีพื้นแข็ง ? 
รองเท้าหัวแหลมและรองเท้าที่มีพื้นแข็งจะไปจำกัดการยืดหยุ่นของนิ้วเท้าและข้อเท้า ทำให้เคลื่อนไหวเท้าไม่สะดวก และทำให้นิ้วเท้าสูญเสียความแข็งแรงคุณหมอโธมัส โนเวลลา แพทย์รักษาโรคเท้าที่แมนฮัตตัน กล่าวพร้อมกับเสริมว่า ถึงแม้กล้ามเนื้อที่นิ้วเท้าจะเป็นกล้ามเนื้อส่วนเล็กๆ ที่ประกอบอยู่ที่เท้า แต่นิ้วเท้าก็ต้องรับภาระในการทำให้คนเราทรงตัวและเดินไปข้างหน้าได้อย่างสมดุลไปตลอดชีวิต

รองเท้าที่แน่น คับ และอึดอัด ?
นอกจากอาการดังกล่าวแล้ว รองเท้าที่แน่น คับ และอึดอัดยังทำให้เกิดความผิดปกติที่เท้าหรือนิ้วเท้า และยังอาจทำให้เกิดอาการผิดปกติบางอย่างโดยไม่รู้ตัว คุณหมอแกรี จอลลี จากวิทยาลัยศัลยแพทย์เพื่อการผ่าตัดข้อเท้าและเท้าแห่งอเมริกัน กล่าว
"คนที่มาเขารับการผ่าตัดตาปลาที่นิ้วเท้าส่วนใหญ่เป็นคนไข้ผู้หญิง ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะรองเท้าผู้ชายมีความพอดีกับรูปร่างตามธรรมชาติของเท้าและมีพื้นที่ว่างเพียงพอให้กับนิ้วเท้า ดังนั้นแม้ผู้ชายจะเป็นตาปลาที่นิ้วเท้าแต่พวกเขาก็จะไม่เจ็บเท่าไร" คุณหมอ กล่าว

ทั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะแฟชั่นรองเท้าส้นสูงปรี๊ด หรือรองเท้าที่ออกแบบมาไม่ได้สัดส่วนกับรูปเท้าเท่านั้นที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเท้า คุณหมอจอลลีบอกว่า การผ่าตัดเท้าเพื่อเหตุผลทางด้านความงามต่างๆ นานา อย่างเช่นการผ่าตัดทำให้นิ้วเท้าสั้นลง ผ่าตัดทำให้นิ้วเท้าเหยียดตรง หรือผ่าตัดทำให้นิ้วเท้าห่างกันมากขึ้นเพื่อจะได้อวดเท้าสวยๆ นั้น ล้วนส่งผลร้ายต่อสุขภาพเท้า

"เท้าเป็นอวัยวะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง เท้าซึ่งทำหน้าที่รับน้ำหนักเป็นอวัยวะที่เป็นจุดเชื่อมต่อจุดสิ้นสุดของเส้นประสาทหลายๆ ส่วน และมีระบบกล้ามเนื้อที่ซับซ้อน และเส้นเอ็นที่เท้าและข้อเท้าก็มีหน้าที่สร้างความมั่นคงแข็งแรงให้กับเท้าและนิ้วเท้า ดังนั้น การผ่าตัดเท้าเพื่อเหตุผลด้านความงามจึงอาจก่อผลเสียกับเท้ามากกว่าผลดี" คุณหมอจอลลี กล่าว

รองเท้ากีฬาที่ดี ?
ส่วนในเรื่องของรองเท้ากีฬานั้นดร.เมอร์เรย์ วายเซนเฟลด์ ผู้เขียนหนังสือ "The Runners" Repair Manual” กล่าวว่า ต้องเลือกรองเท้าให้เหมาะกับกิจกรรมที่จะทำ เช่น ถ้าจะเล่นฟุตบอลก็ควรสวมรองเท้าฟุตบอล ถ้าจะวิ่งก็ควรสวมรองเท้าวิ่ง เป็นต้น
ทั้งนี้ คุณหมอนเวลลา ได้แนะนำคนไข้ว่าอย่าเพิ่งทิ้งรองเท้ากีฬาคู่เก่าจนกว่าจะแน่ใจว่าคู่ใหม่ใส่สบายจริงๆ เพราะถึงแม้จะลองแล้วลองอีกแต่ก็ใช่ว่าเวลาที่นำมาใส่ทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาจริงๆ แล้วจะสบายเท้าเหมือนตอนลองที่ร้าน

ปัจจุบัน รองเท้าทั้งของผู้ชายและผู้หญิงมีให้เลือกละลานตา โดยเฉพาะรองเท้าสตรีที่ดูจะเน้นแฟชั่นมากกว่าสวมใส่สบาย จนเป็นแรงบัลดาลใจให้สาวๆ จำนวนไม่น้อยหันมาบำรุงและดูแลเท้า ตั้งแต่ขัดเท้า นวดเท้า ทาครีมบำรุง ไปจนถึงทำเล็บ

แต่กระนั้น สาวๆ ส่วนใหญ่ก็ให้ความสำคัญกับรูปแบบและดีไซน์มากกว่าที่จะดูว่ารองเท้าคู่นั้นสวมใส่สบายหรือไม่ ดีต่อสุขภาพเท้าหรือเปล่า และสาวๆ หลายคนก็ยอมจ่ายเงินแพงๆ เพื่อให้ได้รองเท้าคู่เก๋ที่เชื่อว่าใส่แล้วจะเลิศและสบายเท้า แต่พอเอาเข้าจริงๆ รองเท้าราคาแพงหลายยี่ห้อไม่ได้ใส่สบายอย่างที่คิด แถมยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพเท้าอีกด้วย

ดังนั้น เวลาที่เลือกซื้อรองเท้าแต่ละครั้งนอกจากรูปแบบและดีไซน์อันเก๋ไก๋แล้ว ก็ควรจะเลือกซื้อรองเท้าที่สวมใส่สบาย พอดีเท้า ใส่แล้วไม่เมื่อย ไม่ปวดเท้า และไม่ควรเลือกรองเท้าที่มีส้นสูงเกินไป เพราะถึงแม้รองเท้ายี่ห้อนั้นๆ จะมีราคาสูงขนาดไหน เป็นแบรนด์ดังระดับโลกอย่างไร มันก็ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ก่อปัญหาให้กับเท้าของผู้สวมใส่ในระยะยาว 

นืทานกับคุณค่าที่คุณคาดไม่ถึง

นิทาน กับคุณค่าที่คุณคาดไม่ถึง
สมัยเป็นเด็กตัวน้อย ๆ พอผู้ใหญ่บอกว่าจะเล่านิทานให้ฟัง เป็นหูผึ่ง ตาโต รีบทิ้งความสนใจประดามี วิ่งมานั่งตัก ผู้ใหญ่ทันทีทันใด อุตส่าห์นั่งเงียบเรียบร้อย พูดจ๋าจ้ะหวานจ๋อย ด้วยความอยากฟังนิทานเพราะผู้ใหญ่บอกว่า ใครอยากฟังต้องเป็นเด็กดี แล้วก็แปลกมากที่นิทานยาว ๆ อย่างเรื่อง ตากะยาย ปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า… หรือเรื่องตาอินกับตานาที่ชอบหาปลา กับอีกหลายสิบเรื่อง(เผลอๆ อาจถึงร้อย) ที่คนอายุปูน 30-40 ปีจำไม่ได้หมด(ถ้าเพิ่งมาฟังเอาตอนนี้นะ) แต่เด็กตัวกะเปี๊ยกกลับจำฝังใจ ขนาดนอนเคลิ้มๆ นะ บางหนยังหลับปุ๋ยก่อนจบเรื่องด้วยซ้ำ พอโตขึ้นนึกทบทวนดูดี ๆ พบว่านิทานหลายเรื่องถูกหยิบมาเป็นคตินำชีวิตโดยไม่รู้ตัว …ผู้ใหญ่สอนว่าถ้าขี้เกียจหรือไม่รับผิดชอบจะเหมือนหลายยายกะตาที่เที่ยวหาถั่วงากลับมาคืนเกือบแย่ ถ้าทะเลาะกันไม่รู้จักปรองดองก็คงเหมือนตาอินกับตานา ที่สุดท้ายก็สบายตาอยู่ไปเสียนี่ ไม่ว่านิทานไทยหรือนิทานต่างประเทศอย่างเรื่อง ลูกหมูสามตัว หนูน้อยหมวกแดง ซินเดอเรลลา ฯลฯ ก็ล้วนมีคติสอนในแฝงไว้ในเรื่องราวที่ตื่นเต้น สนุกสนาน เพลิดเพลินที่สมองน้อยๆ จดจำเอาไว้ไม่ลืม จำได้ไหมคะว่าเจ้าของสมองน้อยๆ ที่ช่างจำนั้นคือใคร 
นิทานกับคุณค่าที่คาดไม่ถึง 
เชื่อหรือไม่ว่าเด็กวัยแรกเกิดถึง 6 ขวบ เซลล์สมองจะเจริญเติบโตมากที่สุด เพียง 6 ขวบเด็กทั่วไปก็จะมีขนาดสมองเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ของสมองเมื่อเป็นผู้ใหญ่ จึงมีคำกล่าว่านี่เป็นช่วง "วัยทองของชีวิต" จะปลูกฝังพื้นฐานอะไรให้มั่งคงในตัวลูกละก็ พ่อแม่ต้องลงหลักปักเสากันตั้งแต่ตอนนี้แหละ และเชื่อหรือไม่ว่า นิทานเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยลูกของเราได้มากมาย อย่างที่เราอาจคิดไม่ถึงเลยเชียวล่ะ มีรายงานการวิจัยมากมายจากนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กไม่ว่าไทยหรือต่างประเทศ พากันยืนยันว่านิทานนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินและสนุกสนานให้กับเด็ก ๆ แล้ว ยังสามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และเสริมสร้างจินตนาการอันบรรเจิดได้อย่างไม่จำกัด เด็กที่ได้ฟังนิทานตั้งแต่วัยทารกจะมีพัฒนาทักษะการฟังและการพูดที่ดี เพราะแกจะได้ยินคำใหม่ ๆ และท่วงทำนองการสนทนาแบบต่าง ๆ เสมอ สมองของเด็ก ๆ กำลังซึมซับทุกสิ่งทุกอย่าง นิทานจึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยปลูกฝังหน่อและรากของคุณธรรมความดี และความงดงามละเอียดอ่อนให้กับหัวใจดวงน้อย นิทานช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน เริ่มจากความอยากอ่านเรื่องที่แกชอบแกฟัง รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่ขยายออกไปตามวัยคุณค่าสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ ถ้าคนเล่าเป็นคุณพ่อคุณแม่ด้วยแล้ว นิทานจะช่วยสร้างความผูกพันใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างพ่อแม่ลูกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะการที่ลูกมีคุณพ่อคุณแม่เอาใจใส่อยู่ใกล้ ๆ มีเวลาพูดคุยเล่าเรื่องที่ลูกชอบ การที่ลูกได้ฟังเสียง ท่วงทำนองที่มีจังหวะจะโคนจากปากของคนที่มีความหมายกับลูกมากที่สุด จะทำให้แกอบอุ่น สบายใจและมีความสุข ลูกจะนอนหลับง่ายและฝันดี 
เล่าเรื่องอะไร เมื่อไรดี 
ทารกน้อยตัวแดง ๆ ของเรา มีความสามารถในการฟังมาตั้งแต่อยู่ในท้องคุณแม่แล้วล่ะ เพลงกล่อมเด็ก อาจเป็นนิทานเรื่องแรกที่เราจะเล่าให้ลูกฟัง น้ำเสียงที่ไพเราะอ่อนโยน เป็นจังหวะคล้องจองกัน เช่น "โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ กระต่ายลอยคอ …." หรือ "กาเอ๋ยกา บินมาไวไว…" แม้ลูกจะยังไร้เดียงสาเกินกว่าที่จะเข้าใจเนื้อหาและถ้อยคำ แต่แกจะซึมซาบได้ดีถึงความหมายของน้ำเสียงที่คุณพ่อคุณแม่ถ่ายทอดออกมา แกจะนิ่งฟังด้วยดวงตากลมแป๋ว อาจยิ้มอย่างพออกพอใจหรืออืออาตอบ แล้วหลับไปอย่างมีความสุข พอลูกเริ่มรับลูกและตอบสนองการพูดและการฟังมากขึ้น ก็เล่านิทานเรื่องสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้แล้วล่ะค่ะ เรื่องอะไรก็ได้ใกล้ ๆ ตัว แล้วค่อย ๆ ขยายกว้างออกไปตามวัยของลูก ลูกเล็ก ๆ มักชอบฟังเรื่องที่เป็นคำพูดคล้องจอง หรือบทกลอน เราอาจจะท่องบทกลอนเก่าๆ เช่น จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง … หรือไก่เอ๋ยไก่ เลี้ยงลูกมาจนใหญ่ไม่มีนมให้ลูกกิน… หรือถ้าท่องไม่ได้จะหาเรื่องทำนองนี้มาอ่านให้ลูกฟังก็ไม่ผิดกติกา นิทานก็เช่นกันค่ะ คุณแม่บางคนบอก เล่าไม่ได้ เล่าไม่เป็น … ไม่ยากค่ะ อ่านหนังสือนิทานสำหรับเด็กให้ลูกฟังสิคะ เดี๋ยวนี้เขามีให้เลือกเต็มท้องตลาด หรือจะเล่าเรื่องซุกซนสนุกสนานในวัยเด็กของคุณพ่อคุณแม่เองก็ยังได้
เลือกเวลาเล่านิทานในยามที่อารมณ์ของทั้งคนเล่าและคนฟังโปร่งสบาย เป็นเวลาผ่อนคลาย เช่น หลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน (บางคนงานยุ่งมาก ๆ ได้เจอลูกจริง ๆ ก็ก่อนนอนนี่แหละ จงใช้ช่วงเวลานี้อย่างมีคุณภาพที่สุด) อุ้มลูกน้อยนั่งตัก หรือจะนอนอิงกันก็อุ่นดี ใช้น้ำเสียงที่มีชีวิตชีวา ดัดเสียงเข้ากับตัวละครแต่ละตัว ลูกก็ยิ่งชอบใจ เล่าสบาย ๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องพยายามหาแต่คำง่าย ๆ สั้น ๆ เพราะกลัวลูกไม่เข้าใจ ใช้คำใหม่บ้างก็ได้ค่ะ เพื่อลูกจะได้เรียนรู้ ถ้าลูกถามขึ้นมากลางคันก็อย่าไปดุว่า "เอ๊ะ เดี๋ยวสิ แม่ยังเล่าไม่จบเลย" ตอบลูกให้เข้าใจแล้วเล่าต่อ ไม่ต้องเล่ายาวเยิ่นเย้อ หรือซับซ้อนนักหรอก เพราะเด็กเล็ก ๆ ความสนใจของแกยังสั้น ถ้าเห็นลูกทำท่าไม่สนใจก็ไม่ต้องไปบังคับให้แกฟัง เปลี่ยนเรื่องคุยเสีย คราวหน้าค่อยเล่าให้ฟังใหม่ก็ได้
การปลูกฝังนิสัยที่ดีทำได้โดยแฝงในนิทานนี่แหละค่ะ คุณแม่ช่างเล่าอาจดัดแปลงนิทานเรื่องหนึ่งให้กลายเป็นนิทานหลายสิบเรื่อง เพื่อให้เหมาะกับสิ่งที่คุณอยากปลูกฝังหรืออยากเปลี่ยนนิสัยลูก เช่น เมื่อลูกดื้อ ชอบอมข้าว ไม่ยอมแปรงวัน หรือขี้เกียจอาบน้ำ นิทานเรื่องหมีน้อยก็อาจจะต้องเป็น หมีน้อยผอมเพราะชอบอมข้าว หมีน้อยฟันผุหรือหมีน้อยตัวเหม็นไม่มีใครเล่นด้วย เป็นต้น
 
จบแล้วคุยอะไรกับลูก 
หลังเล่านิทานจบ คุณพ่อคุณแม่อาจคุยกับแกต่อถึงตัวละครแต่ละตัวในเรื่อง ถามความคิดเห็นของลูกว่า แต่ละตัวเป็นอย่างไร ลูกชอบตัวไหน เพราะอะไร ถ้าลูกพบเหตุการณ์เหมือนในเรื่องจะทำอย่างไร จะร้องไห้ไหม เพราะอะไร เป็นต้น พยายามตั้งคำถามที่กระตุ้นให้ลูกใช้ความคิดและจินตนาการมากกว่าให้ลูกตอบแค่ว่า ใช่ ไม่ใช่ วิธีนี้นอกจากจะเพิ่มความใกล้ชิดสนิทสนมแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังเข้าใจลูกมากขึ้นอีกด้วยนะคะ
นิทานบางเรื่องอาจมีตัวละครที่น่าสงสารหรือจบแบบเศร้า ๆ ที่ลูกอาจจะไม่ยอมรับ เราต้องเข้าใจความพร้อมของการรับรู้ของลูกด้วย ควรอธิบายง่าย ๆ แต่มีเหตุผลว่าที่เป็นอย่างนั้นเพราะอะไร และจะไม่เป็นอย่างนั้นถ้าตัวละครนั้นทำดี ไม่ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสุดขีด ชนิดที่ไม่ยอมให้ลูกได้ยินได้ฟังเรื่องทำนองนี้แม้แต่นิดเดียวเพราะกลัวลูกสะเทือนใจหรอกนะคะ เพราะในชีวิตจริง ๆ ลูกอาจจะต้องมีโอกาสพบสิ่งที่ทำให้แกทั้งดีใจและเสียใจ เพราะฉะนั้นทางที่ดีคือให้ลูกได้ฟังบ้างล่ะ แต่ต้องอธิบายพูดคุยอย่างนุ่มนวล และรับฟังความเห็นของเจ้าตัวกะเปี๊ยกไปด้วย
บางครั้งที่เล่านิทานจบ ลูกอาจจะรบเร้าให้เราเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือซักไซ้อยู่นั่นแหละ ก็อย่าเพิ่งเบื่อซะก่อนนะคะ ถึงจะง่วงเต็มแก่ก็เถอะ เพราะนั่นแสดงว่าลูกกำลังเกิดความประทับใจ หรือเกิดความสนใจในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่บอกเล่า อย่าไปทำลายช่วงเวลาที่มีค่านี้ด้วยท่าทีรำคาญหรือดุว่า "พอได้แล้ว นอนซะทีได้มั้ย" เพราะลูกอาจจะไม่กล้าซักถามอะไรเราอีกเลยก็ได้
แต่ก็ไม่แน่นะคะ บางครั้งเล่าไปสักค่อนเรื่อง ลูกก็อาจจะหลับปุ๋ยไปซะแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องถึงขนาดปลุกลูกขึ้นมานั่งฟังต่อหรอก ปล่อยให้ลูกได้ต่อตอนจบที่แสนสนุกในฝันของแกเองเถอะค่ะ
ขอให้หลับฝันดีทั้งครอบครัวนะคะ

เรื่องที่คาดไม่ถึง:อาหารสมอง


มีคู่รักคู่หนึ่งนั่งรถเมล์ที่กำลังตรงไปในเมืองในหุบเขา

มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้ลงกลางทางหลังจากที่พวกเขาได้ลงแล้ว 

รถเมล์ก็วิ่งต่อไปแต่เพียงไม่นานก็มีหินก่อนขนาดมหึมา

ได้ตกลงมาจากที่สูงมาก และทับรถเมล์คันนั้นพังยับเยิน 

ทุกคนที่อยู่ในรถในเวลานั้นเสียชีวิตทั้งหมด 

คู่รักคู่นั้นเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็พูดขึ้นว่า 

"ถ้าพวกเรายังอยู่ในรถคันนั้นก็ดีน่ะซิ!"

คนส่วนใหญ่น่าจะคิดว่า "ยังดีนะที่เราลงจากรถก่อน!"

แต่คู่รักคู่นี้กลับพูดสิ่งที่ต่างจากคน

ส่วนใหญ่ คุณคิดว่าเพราะอะไร??? 


________________________________


ตอบมาก่อนนะว่าคิดว่าไง เดี๋ยวจะเฉลยทีหลัง




ขอเฉลยนะครับ




________________________________



ถ้าพวกเขายังคงอยู่และไม่ได้ลงจากรถ

รถเมล์คันดังกล่าวก็จะไม่ต้องหยุดรถเพื่อพวกเขา 

และจะขับเลยตำแหน่งที่หินถล่มลงมา!!

ในชีวิตของพวกเรานั้น 

ให้ลองมองด้วยมุมมองที่ต่างจากของตัวเองและพยายามเข้าใจ

และช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น อย่าได้ใช้ชีวิตอย่างขาดสติและเฉยเมย 

ทำเพื่อตัวเองอีกต่อไปเลย

คุณตอบปริศนาข้างบนถูกมั้ยครับ? 

ถ้าคุณตอบถูก(โดยไม่เคยอ่านที่อื่นมาก่อนนะ) แปลว่าผมตาถึงมาก

ที่ได้คุณมาเป็นเพื่อน แต่ถ้าคุณตอบผิด

ก็ยินดีกับคุณด้วยที่เป็นเหมือนผม 

และขอให้ช่วยส่งข้อความนี้

ต่อไปให้กับเพื่อนที่คุณรักด้วย