ใครเคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มาบ้าง......
“คนที่บ้านไม่สบายบ่อยเหรอ เอ..บ้านที่อยู่ตอนนี้ห้องน้ำอยู่กลางบ้านหรือป่าว” หรือ “เตียงนอนตั้งผิดที่หรือป่าวเธอ....ถึงได้มีเรื่องเครียดตลอดเลย ”
คิดว่าหลายคนคงจะเคยโดนคนรู้จัก หรือแม้แต่เวลาที่เราไปดูหมอ หมอดูก็จะทักเรื่องนั้นเรื่องนี้ เราเองคงจะแปลกใจว่าเค้ารู้ได้งัยกันนะ ไม่ยากค่ะ ที่คนๆนั้นจะรู้เพราะว่าเค้าเหล่านั้นได้ศึกษาศาสตร์ชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า ฮวงจุ้ย
คนส่วนมากเข้าใจว่า ฮวงจุ้ยเป็นสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ มีลักษณะที่เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิ ศาสนา หรือเป็นความเชื่องมงายของคนโบราณ ที่ไม่สามารถหาเหตุและผลที่แท้จริงได้ เนื่องจากหนังสือฮวงจุ้ยทั่วไปที่วางขายอยู่ในท้องตลาด ก็ล้วนแล้วแต่มีลักษณะของการรวบรวมสารพัดความเชื่อ จนทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่าวิชาฮวงจุ้ยคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว จึงเกิดความงมงาย ยึดติดกับความเชื่อผิดๆ และไม่สามารถนำมาใช้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้อย่างแท้จริง
เรามาทำความเข้าใจในความหมายของคำว่า “ฮวงจุ้ย” กันก่อน
ฮวงจุ้ย มาจากคำว่า ลม(ฮวง)และ น้ำ(จุ้ย) ออกเสียงตามสำเนียง จีนแต้จิ๋ว คำว่า ฮวงจุ้ย หมายถึง สภาวะแวดล้อม หรือการอยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ในคติของชาวจีน มีลักษณะใกล้เคียงสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศาสตร์ ฮวงจุ้ย นี้มาจากประเทศจีน
และข้อมูลต่อไปนี้ ทีมงาน CityVariety ได้รวบรวมไว้บางส่วน เพื่อที่ท่านจะได้ลองนำไปพิจารณาดูว่า ท่านเองผิดหลักฮวงจุ้ยอย่างไรบ้าง
ฮวงจุ้ยบ้าน
ลักษณะภายนอกบ้านที่ไม่ถูกต้อง
•มีเสาไฟฟ้า ต้นไม้ วัตถุหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ที่บริเวณภายนอกของประตูเพราะขวางทิศทางที่กระแสพลังจะเข้า
•ตึกสูงที่อยู่ใกล้ๆ ทั้งด้านหลัง ทางซ้ายหรือขวา สูงมากเกินไป
•กำแพงที่เก่าดูสกปรก ขึ้นรา หรือกำแพงบ้านสูงมากเกินไป
•สร้างบ้านโดยถมดินยกสูงเกินไป เหมือนอยู่บนเนิน พลังจะเทออกหมด
•มีสะพาน หรือทางสามแพร่งที่พุ่งแทงเข้ามา
•บ้านที่อยู่ระหว่างช่องว่างของตึกสูง เป็นช่องลมพิฆาตที่ไม่ดี เรียกว่าทัณฑ์ฟ้าผ่า
•บ้านตรงกันข้ามโบสถ์ วิหาร วัด ศาลเจ้า โรงพยาบาล สุสาน เสา เครื่องหมายจราจร มีปล่องไฟ เป่าลมพุ่งมาหาบ้าน
•มีต้นไม้ใหญ่อยู่ชิดบ้าน หรือต้นไม้ใหญ่เหี่ยวเฉา ยืนตายอยู่ใกล้บ้าน
ลักษณะภายในบ้านที่ไม่ถูกต้อง
•ประตูห้องตรงกัน ประตูตรงกับประตูห้องน้ำ ประตูตรงกับเตียงนอน ตรงกับเตา
•คานต่ำ เพดานต่ำ เพดานเฉียง ฝ้าหลุม หลังคาหลายจั่ว
•กันสาดกดต่ำมาก จนลมหรือพลังเข้าบ้านไม่ได้
•แสงสว่างไม่พอ ดูมืดอึมครึม ห้องในบ้านของคุณที่อากาศที่ไม่ถ่ายเทหรือไม่
•บ้านหลายหลังที่อยู่รวมกัน หลังคาชนกัน
•ตัวบ้านที่แตกร้าว
•บันไดตรงกับประตูห้องนอน ห้องน้ำ บันไดอยู่กลางบ้าน
•หัวเตียงติดกับเตาไฟ โถส้วม ประตู
•กระจกอยู่ที่หัวนอน หรือส่งมาใส่ตัวคน
ฮวงจุ้ยห้องนอน
ฮวงจุ้ย ห้องนอน สำหรับ บ้าน ที่อยู่อาศัย เพื่อ ฮวงจุ้ยบ้าน และ ฮวงจุ้ยที่อยู่อาศัยที่ดี
•ประตูห้องนอนตรงกับเตียงนอน ไม่ดี
•ประตูห้องนอนตรงกับประตูห้องน้ำ ไม่ดี จะเกิดโรคภัย ธุรกิจสะดุด
•ประตูห้องนอน ห้ามตรงกับบันได ไม่ดี
•ประตูห้องนอน ตรงกับประตูครัว ทำให้เกิดปากเสียงเงินเก็บไม่อยู่ ไม่ดี
•ห้องนอน ติดกับเตา หรือห้องครัว ไม่ดี
•ห้องนอน อยู่ใต้ห้องน้ำจะเจ็บป่วย
•ใต้เตียงนอนไม่เหมาะที่จะเก็บถ้วยชามที่ร้าว จะทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพ
•การตั้งเตียงเป็นมุมทแยง ไม่ดี จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ
•ด้านหัวนอนของเตียงและปลายเท้าห้ามตั้งกระจก
•ห้ามนอนเอาเท้าหันไปสู่ประตู
•หิ้งลอย ตู้ลอย ไม่ควรอยู่บนหัวนอน จะทำให้เครียด เกิดโรคทางสมอง
•ด้านหลังของเตียงเป็นห้องน้ำไม่ดี
•ห้องนอนอย่าอยู่ หน้าห้องรับแขก
•กระจกอย่าวางไว้ที่หัวนอน เพราะจะทำให้เสียสุขภาพ
ห้องนอนที่ถูกหลักในเรื่องของฮวงจุ้ย ล้วนแต่มีส่วนช่วยเสริมให้ผู้นอน นอนหลับได้อย่างสบาย มีสุขภาพที่แข็งแรง ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความกระตือรือร้น กระปรี้กระเปร่าในการที่จะทำงานหาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวและรับผิดชอบในหน้าที่การงานได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป
ติดตามต่อในตอนที่ 2
วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554
โรงแรมที่แพงที่สุดในโลก
แฟชั้นรองเท้า......ภัยที่คุณคาดไม่ถึง
| ทุกวันนี้แฟชั่นรองเท้าบุรุษและสตรีก้าวล้ำนำสมัยอย่างมาก หนุ่มๆ สาวๆ ตลอดจนคนทำงานสามารถซื้อหารองเท้าได้หลากแบบหลากสไตล์ตามความชอบ ความเหมาะสมและเงินในกระเป๋า แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมก่อนจะซื้อรองเท้าก็คือ ควรเลือกแบบที่สวมใส่สบายและดีต่อสุขภาพเท้า แฟชั่นรองเท้าปัจจุบันเป็นอย่างไร? "แฟชั่นรองเท้าปัจจุบันไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเท้าของผู้หญิงเอาซะเลย รองเท้าส้นสูงปรี๊ดเหล่านั้นทำให้สาวๆ ต้องจิกปลายเท้าแถมนิ้วเท้าของสาวๆ ก็ต้องแนบชิดติดกันซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหากับนิ้วเท้าและยังอาจทำให้เกิดอาการช้ำบวมอีกด้วย" คุณหมอลอยด์ สมิธ จากสมาคมแพทย์รักษาโรคเท้าแห่งอเมริกัน กล่าว รองเท้าหัวมนซึ่งมีส้นสูง 5 ถึง 6 นิ้ว ซึ่งเป็นแฟชั่นที่กำลังได้รับความนิยมในฤดูกาลนี้ ไม่ดีต่อสุขภาพเท้าของผู้สวมใส่เลย เช่น เดียวกับรองเท้าแตะที่เปิดให้เห็นเท้าแบบโล่งโจ้ง รองเท้าแตะ ? "รองเท้าแตะไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเท้า เพราะมันแบนเกินไป เรียบเกินไป และนุ่มเกินไป ทั้งยังไม่กระชับเท้าและไม่ปกป้องเท้าของผู้สวมใส่" และที่กล่าวมานี้ยังไม่รวมถึงการลื่นหกล้มเพราะรองเท้าแตะเจ้ากรรม รองเท้ากีฬา ? แม้แต่รองเท้ากีฬาเอง บางครั้งก็ทำให้เกิดปัญหากับเท้าได้เหมือนกัน ผู้เชี่ยวชาญกล่าว ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เห็นพ้องกันว่า รองเท้าที่ดีต่อสุขภาพเท้ามากที่สุดคือรองเท้าที่จำลองรูปร่างของเท้า ขณะเดียวกันก็ต้องกระชับเท้าและสวมใส่สบาย ซึ่งเป็นแนวทางที่รองเท้ากีฬาส่วนใหญ่นิยมทำ รองเท้าที่ดี ? "รองเท้าที่ดีต้องมีความราบเรียบและเอียงแต่พอดี นอกจากนี้นิ้วเท้าของคนเรายังต้องการช่องว่างที่มากพอและพื้นรองเท้าชั้นบนก็ควรใช้วัสดุที่มีความอ่อนนุ่ม เชือกหรือสายผูกรองเท้าก็ควรจะปรับตามรูปร่างและขนาดเท้าได้" คุณหมอสมิธ กล่าว รองเท้าส้นสูงส่งผลเสียต่อผู้สวมใส่หลายประการ คุณหมอซวี บาร์-เดวิด ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคเท้าจากศูนย์การแพทย์เพรสไบเทอเรียน ที่โคลัมเบีย ในนิวยอร์ก กล่าว รองเท้าส้นสูง ? ส้นรองเท้าที่สูงได้ยกให้ช่วงเท้าอยู่ในสภาพผิดธรรมชาติและทำให้เส้นเอ็นที่เท้าหดตัวสั้นลง นอกจากนี้รองเท้าส้นสูงยังทำให้การทิ้งน้ำหนักลงบนฝ่าเท้าเกิดความไม่สมดุล ซึ่งจะทำให้กลไกการทำงานของเท้าขาดความเสถียร "รองเท้าส้นสูงทำให้พื้นที่บนฝ่าเท้าที่ต้องสัมผัสกับพื้นรองเท้าลดลงและนิ้วเท้าก็ลาดลงไปข้างหน้าซึ่งทำให้เท้าส่วนหน้าและนิ้วเท้าต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักมากว่าเท้าส่วนอื่น และยังทำให้ผู้สวมใส่มีโอกาสเกิดข้อเท้าเคล็ดได้ง่าย" คุณหมอบาร์-เดวิด กล่าว ทั้งนี้รองเท้าถูกสร้างและออกแบบขึ้นมาเพื่อรองรับเท้าและป้องกันแรงกระแทกที่เกิดจากการเดินหรือวิ่ง เพราะเมื่อเท้าแตะถึงพื้น เท้าจะต้องรับแรงกด 2.5 เท่าของน้ำหนักตัว ดังนั้น รองเท้าที่สวมใส่จึงต้องสามารถทำหน้าที่เป็นตัวเสถียรให้กับเท้าหรือทำให้เท้ารับน้ำหนักได้อย่างมั่นคง เมื่อรองเท้าช่วยให้เท้ารองรับน้ำหนักได้อย่างมั่นคง เราก็จะสามารถก้าวเดินได้อย่างสมดุล และไม่ทำให้ปวดข้อและกระดูกส่วนต่างๆ อันตรายต่อสุขภาพ ? อาการปวดหลัง ปวดเข่า ปวดคอนั้น อาจเป็นผลมาจากการสั่นสะเทือนที่กระดูกส่วนดังกล่าวเพราะส้นเท้าไม่สามารถยืดหยุ่นตัวตามแรงกระแทกที่เกิดขึ้นขณะที่กำลังเดินหรือวิ่งได้ นอกจากนี้ รองเท้าแฟชั่นจ๋าในยุคสมัยนี้ยังได้รับการออกแบบมาไม่เหมาะสมกับรูปเท้า เพราะส่วนใหญ่เมื่อสวมใส่แล้วจะทำให้พื้นที่ระหว่างนิ้วเท้าคับแคบลง หรือพูดง่ายๆ ก็คือรองเท้าแฟชั่นสมัยนี้ทำให้นิ้วเท้าต้องบีบตัวเข้าหากันมากขึ้นจนนิ้วเท้าของสาวๆ เกิดอาการเกร็งและเป็นตะคริว ตามปกติรองเท้าที่คับหรือรองเท้าที่สวมใส่แล้วอึดอัดไม่สบายเท้ามักจะไปกดทับเส้นประสาทที่เท้าและทำลายเส้นประสาทเหล่านั้น และในระยะยาวยังทำให้เป็นโรคข้ออักเสบได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น รองเท้าหัวแหลมและรองเท้าที่มีพื้นแข็งๆ ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปก็ยังขัดขวางกลไกการทำงานของเท้า รองเท้าหัวแหลมและรองเท้าที่มีพื้นแข็ง ? รองเท้าหัวแหลมและรองเท้าที่มีพื้นแข็งจะไปจำกัดการยืดหยุ่นของนิ้วเท้าและข้อเท้า ทำให้เคลื่อนไหวเท้าไม่สะดวก และทำให้นิ้วเท้าสูญเสียความแข็งแรงคุณหมอโธมัส โนเวลลา แพทย์รักษาโรคเท้าที่แมนฮัตตัน กล่าวพร้อมกับเสริมว่า ถึงแม้กล้ามเนื้อที่นิ้วเท้าจะเป็นกล้ามเนื้อส่วนเล็กๆ ที่ประกอบอยู่ที่เท้า แต่นิ้วเท้าก็ต้องรับภาระในการทำให้คนเราทรงตัวและเดินไปข้างหน้าได้อย่างสมดุลไปตลอดชีวิต รองเท้าที่แน่น คับ และอึดอัด ? นอกจากอาการดังกล่าวแล้ว รองเท้าที่แน่น คับ และอึดอัดยังทำให้เกิดความผิดปกติที่เท้าหรือนิ้วเท้า และยังอาจทำให้เกิดอาการผิดปกติบางอย่างโดยไม่รู้ตัว คุณหมอแกรี จอลลี จากวิทยาลัยศัลยแพทย์เพื่อการผ่าตัดข้อเท้าและเท้าแห่งอเมริกัน กล่าว "คนที่มาเขารับการผ่าตัดตาปลาที่นิ้วเท้าส่วนใหญ่เป็นคนไข้ผู้หญิง ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะรองเท้าผู้ชายมีความพอดีกับรูปร่างตามธรรมชาติของเท้าและมีพื้นที่ว่างเพียงพอให้กับนิ้วเท้า ดังนั้นแม้ผู้ชายจะเป็นตาปลาที่นิ้วเท้าแต่พวกเขาก็จะไม่เจ็บเท่าไร" คุณหมอ กล่าว ทั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะแฟชั่นรองเท้าส้นสูงปรี๊ด หรือรองเท้าที่ออกแบบมาไม่ได้สัดส่วนกับรูปเท้าเท่านั้นที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเท้า คุณหมอจอลลีบอกว่า การผ่าตัดเท้าเพื่อเหตุผลทางด้านความงามต่างๆ นานา อย่างเช่นการผ่าตัดทำให้นิ้วเท้าสั้นลง ผ่าตัดทำให้นิ้วเท้าเหยียดตรง หรือผ่าตัดทำให้นิ้วเท้าห่างกันมากขึ้นเพื่อจะได้อวดเท้าสวยๆ นั้น ล้วนส่งผลร้ายต่อสุขภาพเท้า "เท้าเป็นอวัยวะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง เท้าซึ่งทำหน้าที่รับน้ำหนักเป็นอวัยวะที่เป็นจุดเชื่อมต่อจุดสิ้นสุดของเส้นประสาทหลายๆ ส่วน และมีระบบกล้ามเนื้อที่ซับซ้อน และเส้นเอ็นที่เท้าและข้อเท้าก็มีหน้าที่สร้างความมั่นคงแข็งแรงให้กับเท้าและนิ้วเท้า ดังนั้น การผ่าตัดเท้าเพื่อเหตุผลด้านความงามจึงอาจก่อผลเสียกับเท้ามากกว่าผลดี" คุณหมอจอลลี กล่าว รองเท้ากีฬาที่ดี ? ส่วนในเรื่องของรองเท้ากีฬานั้นดร.เมอร์เรย์ วายเซนเฟลด์ ผู้เขียนหนังสือ "The Runners" Repair Manual” กล่าวว่า ต้องเลือกรองเท้าให้เหมาะกับกิจกรรมที่จะทำ เช่น ถ้าจะเล่นฟุตบอลก็ควรสวมรองเท้าฟุตบอล ถ้าจะวิ่งก็ควรสวมรองเท้าวิ่ง เป็นต้น ทั้งนี้ คุณหมอนเวลลา ได้แนะนำคนไข้ว่าอย่าเพิ่งทิ้งรองเท้ากีฬาคู่เก่าจนกว่าจะแน่ใจว่าคู่ใหม่ใส่สบายจริงๆ เพราะถึงแม้จะลองแล้วลองอีกแต่ก็ใช่ว่าเวลาที่นำมาใส่ทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาจริงๆ แล้วจะสบายเท้าเหมือนตอนลองที่ร้าน ปัจจุบัน รองเท้าทั้งของผู้ชายและผู้หญิงมีให้เลือกละลานตา โดยเฉพาะรองเท้าสตรีที่ดูจะเน้นแฟชั่นมากกว่าสวมใส่สบาย จนเป็นแรงบัลดาลใจให้สาวๆ จำนวนไม่น้อยหันมาบำรุงและดูแลเท้า ตั้งแต่ขัดเท้า นวดเท้า ทาครีมบำรุง ไปจนถึงทำเล็บ แต่กระนั้น สาวๆ ส่วนใหญ่ก็ให้ความสำคัญกับรูปแบบและดีไซน์มากกว่าที่จะดูว่ารองเท้าคู่นั้นสวมใส่สบายหรือไม่ ดีต่อสุขภาพเท้าหรือเปล่า และสาวๆ หลายคนก็ยอมจ่ายเงินแพงๆ เพื่อให้ได้รองเท้าคู่เก๋ที่เชื่อว่าใส่แล้วจะเลิศและสบายเท้า แต่พอเอาเข้าจริงๆ รองเท้าราคาแพงหลายยี่ห้อไม่ได้ใส่สบายอย่างที่คิด แถมยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพเท้าอีกด้วย ดังนั้น เวลาที่เลือกซื้อรองเท้าแต่ละครั้งนอกจากรูปแบบและดีไซน์อันเก๋ไก๋แล้ว ก็ควรจะเลือกซื้อรองเท้าที่สวมใส่สบาย พอดีเท้า ใส่แล้วไม่เมื่อย ไม่ปวดเท้า และไม่ควรเลือกรองเท้าที่มีส้นสูงเกินไป เพราะถึงแม้รองเท้ายี่ห้อนั้นๆ จะมีราคาสูงขนาดไหน เป็นแบรนด์ดังระดับโลกอย่างไร มันก็ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ก่อปัญหาให้กับเท้าของผู้สวมใส่ในระยะยาว |
นืทานกับคุณค่าที่คุณคาดไม่ถึง
นิทาน กับคุณค่าที่คุณคาดไม่ถึง
สมัยเป็นเด็กตัวน้อย ๆ พอผู้ใหญ่บอกว่าจะเล่านิทานให้ฟัง เป็นหูผึ่ง ตาโต รีบทิ้งความสนใจประดามี วิ่งมานั่งตัก ผู้ใหญ่ทันทีทันใด อุตส่าห์นั่งเงียบเรียบร้อย พูดจ๋าจ้ะหวานจ๋อย ด้วยความอยากฟังนิทานเพราะผู้ใหญ่บอกว่า ใครอยากฟังต้องเป็นเด็กดี แล้วก็แปลกมากที่นิทานยาว ๆ อย่างเรื่อง ตากะยาย ปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า… หรือเรื่องตาอินกับตานาที่ชอบหาปลา กับอีกหลายสิบเรื่อง(เผลอๆ อาจถึงร้อย) ที่คนอายุปูน 30-40 ปีจำไม่ได้หมด(ถ้าเพิ่งมาฟังเอาตอนนี้นะ) แต่เด็กตัวกะเปี๊ยกกลับจำฝังใจ ขนาดนอนเคลิ้มๆ นะ บางหนยังหลับปุ๋ยก่อนจบเรื่องด้วยซ้ำ พอโตขึ้นนึกทบทวนดูดี ๆ พบว่านิทานหลายเรื่องถูกหยิบมาเป็นคตินำชีวิตโดยไม่รู้ตัว …ผู้ใหญ่สอนว่าถ้าขี้เกียจหรือไม่รับผิดชอบจะเหมือนหลายยายกะตาที่เที่ยวหาถั่วงากลับมาคืนเกือบแย่ ถ้าทะเลาะกันไม่รู้จักปรองดองก็คงเหมือนตาอินกับตานา ที่สุดท้ายก็สบายตาอยู่ไปเสียนี่ ไม่ว่านิทานไทยหรือนิทานต่างประเทศอย่างเรื่อง ลูกหมูสามตัว หนูน้อยหมวกแดง ซินเดอเรลลา ฯลฯ ก็ล้วนมีคติสอนในแฝงไว้ในเรื่องราวที่ตื่นเต้น สนุกสนาน เพลิดเพลินที่สมองน้อยๆ จดจำเอาไว้ไม่ลืม จำได้ไหมคะว่าเจ้าของสมองน้อยๆ ที่ช่างจำนั้นคือใคร
นิทานกับคุณค่าที่คาดไม่ถึง
เชื่อหรือไม่ว่าเด็กวัยแรกเกิดถึง 6 ขวบ เซลล์สมองจะเจริญเติบโตมากที่สุด เพียง 6 ขวบเด็กทั่วไปก็จะมีขนาดสมองเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ของสมองเมื่อเป็นผู้ใหญ่ จึงมีคำกล่าว่านี่เป็นช่วง "วัยทองของชีวิต" จะปลูกฝังพื้นฐานอะไรให้มั่งคงในตัวลูกละก็ พ่อแม่ต้องลงหลักปักเสากันตั้งแต่ตอนนี้แหละ และเชื่อหรือไม่ว่า นิทานเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยลูกของเราได้มากมาย อย่างที่เราอาจคิดไม่ถึงเลยเชียวล่ะ มีรายงานการวิจัยมากมายจากนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กไม่ว่าไทยหรือต่างประเทศ พากันยืนยันว่านิทานนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินและสนุกสนานให้กับเด็ก ๆ แล้ว ยังสามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และเสริมสร้างจินตนาการอันบรรเจิดได้อย่างไม่จำกัด เด็กที่ได้ฟังนิทานตั้งแต่วัยทารกจะมีพัฒนาทักษะการฟังและการพูดที่ดี เพราะแกจะได้ยินคำใหม่ ๆ และท่วงทำนองการสนทนาแบบต่าง ๆ เสมอ สมองของเด็ก ๆ กำลังซึมซับทุกสิ่งทุกอย่าง นิทานจึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยปลูกฝังหน่อและรากของคุณธรรมความดี และความงดงามละเอียดอ่อนให้กับหัวใจดวงน้อย นิทานช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน เริ่มจากความอยากอ่านเรื่องที่แกชอบแกฟัง รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่ขยายออกไปตามวัยคุณค่าสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ ถ้าคนเล่าเป็นคุณพ่อคุณแม่ด้วยแล้ว นิทานจะช่วยสร้างความผูกพันใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างพ่อแม่ลูกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะการที่ลูกมีคุณพ่อคุณแม่เอาใจใส่อยู่ใกล้ ๆ มีเวลาพูดคุยเล่าเรื่องที่ลูกชอบ การที่ลูกได้ฟังเสียง ท่วงทำนองที่มีจังหวะจะโคนจากปากของคนที่มีความหมายกับลูกมากที่สุด จะทำให้แกอบอุ่น สบายใจและมีความสุข ลูกจะนอนหลับง่ายและฝันดี
เล่าเรื่องอะไร เมื่อไรดี
ทารกน้อยตัวแดง ๆ ของเรา มีความสามารถในการฟังมาตั้งแต่อยู่ในท้องคุณแม่แล้วล่ะ เพลงกล่อมเด็ก อาจเป็นนิทานเรื่องแรกที่เราจะเล่าให้ลูกฟัง น้ำเสียงที่ไพเราะอ่อนโยน เป็นจังหวะคล้องจองกัน เช่น "โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ กระต่ายลอยคอ …." หรือ "กาเอ๋ยกา บินมาไวไว…" แม้ลูกจะยังไร้เดียงสาเกินกว่าที่จะเข้าใจเนื้อหาและถ้อยคำ แต่แกจะซึมซาบได้ดีถึงความหมายของน้ำเสียงที่คุณพ่อคุณแม่ถ่ายทอดออกมา แกจะนิ่งฟังด้วยดวงตากลมแป๋ว อาจยิ้มอย่างพออกพอใจหรืออืออาตอบ แล้วหลับไปอย่างมีความสุข พอลูกเริ่มรับลูกและตอบสนองการพูดและการฟังมากขึ้น ก็เล่านิทานเรื่องสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้แล้วล่ะค่ะ เรื่องอะไรก็ได้ใกล้ ๆ ตัว แล้วค่อย ๆ ขยายกว้างออกไปตามวัยของลูก ลูกเล็ก ๆ มักชอบฟังเรื่องที่เป็นคำพูดคล้องจอง หรือบทกลอน เราอาจจะท่องบทกลอนเก่าๆ เช่น จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง … หรือไก่เอ๋ยไก่ เลี้ยงลูกมาจนใหญ่ไม่มีนมให้ลูกกิน… หรือถ้าท่องไม่ได้จะหาเรื่องทำนองนี้มาอ่านให้ลูกฟังก็ไม่ผิดกติกา นิทานก็เช่นกันค่ะ คุณแม่บางคนบอก เล่าไม่ได้ เล่าไม่เป็น … ไม่ยากค่ะ อ่านหนังสือนิทานสำหรับเด็กให้ลูกฟังสิคะ เดี๋ยวนี้เขามีให้เลือกเต็มท้องตลาด หรือจะเล่าเรื่องซุกซนสนุกสนานในวัยเด็กของคุณพ่อคุณแม่เองก็ยังได้
เลือกเวลาเล่านิทานในยามที่อารมณ์ของทั้งคนเล่าและคนฟังโปร่งสบาย เป็นเวลาผ่อนคลาย เช่น หลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน (บางคนงานยุ่งมาก ๆ ได้เจอลูกจริง ๆ ก็ก่อนนอนนี่แหละ จงใช้ช่วงเวลานี้อย่างมีคุณภาพที่สุด) อุ้มลูกน้อยนั่งตัก หรือจะนอนอิงกันก็อุ่นดี ใช้น้ำเสียงที่มีชีวิตชีวา ดัดเสียงเข้ากับตัวละครแต่ละตัว ลูกก็ยิ่งชอบใจ เล่าสบาย ๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องพยายามหาแต่คำง่าย ๆ สั้น ๆ เพราะกลัวลูกไม่เข้าใจ ใช้คำใหม่บ้างก็ได้ค่ะ เพื่อลูกจะได้เรียนรู้ ถ้าลูกถามขึ้นมากลางคันก็อย่าไปดุว่า "เอ๊ะ เดี๋ยวสิ แม่ยังเล่าไม่จบเลย" ตอบลูกให้เข้าใจแล้วเล่าต่อ ไม่ต้องเล่ายาวเยิ่นเย้อ หรือซับซ้อนนักหรอก เพราะเด็กเล็ก ๆ ความสนใจของแกยังสั้น ถ้าเห็นลูกทำท่าไม่สนใจก็ไม่ต้องไปบังคับให้แกฟัง เปลี่ยนเรื่องคุยเสีย คราวหน้าค่อยเล่าให้ฟังใหม่ก็ได้
การปลูกฝังนิสัยที่ดีทำได้โดยแฝงในนิทานนี่แหละค่ะ คุณแม่ช่างเล่าอาจดัดแปลงนิทานเรื่องหนึ่งให้กลายเป็นนิทานหลายสิบเรื่อง เพื่อให้เหมาะกับสิ่งที่คุณอยากปลูกฝังหรืออยากเปลี่ยนนิสัยลูก เช่น เมื่อลูกดื้อ ชอบอมข้าว ไม่ยอมแปรงวัน หรือขี้เกียจอาบน้ำ นิทานเรื่องหมีน้อยก็อาจจะต้องเป็น หมีน้อยผอมเพราะชอบอมข้าว หมีน้อยฟันผุหรือหมีน้อยตัวเหม็นไม่มีใครเล่นด้วย เป็นต้น
จบแล้วคุยอะไรกับลูก
หลังเล่านิทานจบ คุณพ่อคุณแม่อาจคุยกับแกต่อถึงตัวละครแต่ละตัวในเรื่อง ถามความคิดเห็นของลูกว่า แต่ละตัวเป็นอย่างไร ลูกชอบตัวไหน เพราะอะไร ถ้าลูกพบเหตุการณ์เหมือนในเรื่องจะทำอย่างไร จะร้องไห้ไหม เพราะอะไร เป็นต้น พยายามตั้งคำถามที่กระตุ้นให้ลูกใช้ความคิดและจินตนาการมากกว่าให้ลูกตอบแค่ว่า ใช่ ไม่ใช่ วิธีนี้นอกจากจะเพิ่มความใกล้ชิดสนิทสนมแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังเข้าใจลูกมากขึ้นอีกด้วยนะคะ
นิทานบางเรื่องอาจมีตัวละครที่น่าสงสารหรือจบแบบเศร้า ๆ ที่ลูกอาจจะไม่ยอมรับ เราต้องเข้าใจความพร้อมของการรับรู้ของลูกด้วย ควรอธิบายง่าย ๆ แต่มีเหตุผลว่าที่เป็นอย่างนั้นเพราะอะไร และจะไม่เป็นอย่างนั้นถ้าตัวละครนั้นทำดี ไม่ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสุดขีด ชนิดที่ไม่ยอมให้ลูกได้ยินได้ฟังเรื่องทำนองนี้แม้แต่นิดเดียวเพราะกลัวลูกสะเทือนใจหรอกนะคะ เพราะในชีวิตจริง ๆ ลูกอาจจะต้องมีโอกาสพบสิ่งที่ทำให้แกทั้งดีใจและเสียใจ เพราะฉะนั้นทางที่ดีคือให้ลูกได้ฟังบ้างล่ะ แต่ต้องอธิบายพูดคุยอย่างนุ่มนวล และรับฟังความเห็นของเจ้าตัวกะเปี๊ยกไปด้วย
บางครั้งที่เล่านิทานจบ ลูกอาจจะรบเร้าให้เราเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือซักไซ้อยู่นั่นแหละ ก็อย่าเพิ่งเบื่อซะก่อนนะคะ ถึงจะง่วงเต็มแก่ก็เถอะ เพราะนั่นแสดงว่าลูกกำลังเกิดความประทับใจ หรือเกิดความสนใจในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่บอกเล่า อย่าไปทำลายช่วงเวลาที่มีค่านี้ด้วยท่าทีรำคาญหรือดุว่า "พอได้แล้ว นอนซะทีได้มั้ย" เพราะลูกอาจจะไม่กล้าซักถามอะไรเราอีกเลยก็ได้
แต่ก็ไม่แน่นะคะ บางครั้งเล่าไปสักค่อนเรื่อง ลูกก็อาจจะหลับปุ๋ยไปซะแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องถึงขนาดปลุกลูกขึ้นมานั่งฟังต่อหรอก ปล่อยให้ลูกได้ต่อตอนจบที่แสนสนุกในฝันของแกเองเถอะค่ะ
ขอให้หลับฝันดีทั้งครอบครัวนะคะ
สมัยเป็นเด็กตัวน้อย ๆ พอผู้ใหญ่บอกว่าจะเล่านิทานให้ฟัง เป็นหูผึ่ง ตาโต รีบทิ้งความสนใจประดามี วิ่งมานั่งตัก ผู้ใหญ่ทันทีทันใด อุตส่าห์นั่งเงียบเรียบร้อย พูดจ๋าจ้ะหวานจ๋อย ด้วยความอยากฟังนิทานเพราะผู้ใหญ่บอกว่า ใครอยากฟังต้องเป็นเด็กดี แล้วก็แปลกมากที่นิทานยาว ๆ อย่างเรื่อง ตากะยาย ปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า… หรือเรื่องตาอินกับตานาที่ชอบหาปลา กับอีกหลายสิบเรื่อง(เผลอๆ อาจถึงร้อย) ที่คนอายุปูน 30-40 ปีจำไม่ได้หมด(ถ้าเพิ่งมาฟังเอาตอนนี้นะ) แต่เด็กตัวกะเปี๊ยกกลับจำฝังใจ ขนาดนอนเคลิ้มๆ นะ บางหนยังหลับปุ๋ยก่อนจบเรื่องด้วยซ้ำ พอโตขึ้นนึกทบทวนดูดี ๆ พบว่านิทานหลายเรื่องถูกหยิบมาเป็นคตินำชีวิตโดยไม่รู้ตัว …ผู้ใหญ่สอนว่าถ้าขี้เกียจหรือไม่รับผิดชอบจะเหมือนหลายยายกะตาที่เที่ยวหาถั่วงากลับมาคืนเกือบแย่ ถ้าทะเลาะกันไม่รู้จักปรองดองก็คงเหมือนตาอินกับตานา ที่สุดท้ายก็สบายตาอยู่ไปเสียนี่ ไม่ว่านิทานไทยหรือนิทานต่างประเทศอย่างเรื่อง ลูกหมูสามตัว หนูน้อยหมวกแดง ซินเดอเรลลา ฯลฯ ก็ล้วนมีคติสอนในแฝงไว้ในเรื่องราวที่ตื่นเต้น สนุกสนาน เพลิดเพลินที่สมองน้อยๆ จดจำเอาไว้ไม่ลืม จำได้ไหมคะว่าเจ้าของสมองน้อยๆ ที่ช่างจำนั้นคือใคร
นิทานกับคุณค่าที่คาดไม่ถึง
เชื่อหรือไม่ว่าเด็กวัยแรกเกิดถึง 6 ขวบ เซลล์สมองจะเจริญเติบโตมากที่สุด เพียง 6 ขวบเด็กทั่วไปก็จะมีขนาดสมองเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ของสมองเมื่อเป็นผู้ใหญ่ จึงมีคำกล่าว่านี่เป็นช่วง "วัยทองของชีวิต" จะปลูกฝังพื้นฐานอะไรให้มั่งคงในตัวลูกละก็ พ่อแม่ต้องลงหลักปักเสากันตั้งแต่ตอนนี้แหละ และเชื่อหรือไม่ว่า นิทานเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยลูกของเราได้มากมาย อย่างที่เราอาจคิดไม่ถึงเลยเชียวล่ะ มีรายงานการวิจัยมากมายจากนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กไม่ว่าไทยหรือต่างประเทศ พากันยืนยันว่านิทานนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินและสนุกสนานให้กับเด็ก ๆ แล้ว ยังสามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และเสริมสร้างจินตนาการอันบรรเจิดได้อย่างไม่จำกัด เด็กที่ได้ฟังนิทานตั้งแต่วัยทารกจะมีพัฒนาทักษะการฟังและการพูดที่ดี เพราะแกจะได้ยินคำใหม่ ๆ และท่วงทำนองการสนทนาแบบต่าง ๆ เสมอ สมองของเด็ก ๆ กำลังซึมซับทุกสิ่งทุกอย่าง นิทานจึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยปลูกฝังหน่อและรากของคุณธรรมความดี และความงดงามละเอียดอ่อนให้กับหัวใจดวงน้อย นิทานช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน เริ่มจากความอยากอ่านเรื่องที่แกชอบแกฟัง รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่ขยายออกไปตามวัยคุณค่าสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ ถ้าคนเล่าเป็นคุณพ่อคุณแม่ด้วยแล้ว นิทานจะช่วยสร้างความผูกพันใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างพ่อแม่ลูกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะการที่ลูกมีคุณพ่อคุณแม่เอาใจใส่อยู่ใกล้ ๆ มีเวลาพูดคุยเล่าเรื่องที่ลูกชอบ การที่ลูกได้ฟังเสียง ท่วงทำนองที่มีจังหวะจะโคนจากปากของคนที่มีความหมายกับลูกมากที่สุด จะทำให้แกอบอุ่น สบายใจและมีความสุข ลูกจะนอนหลับง่ายและฝันดี
เล่าเรื่องอะไร เมื่อไรดี
ทารกน้อยตัวแดง ๆ ของเรา มีความสามารถในการฟังมาตั้งแต่อยู่ในท้องคุณแม่แล้วล่ะ เพลงกล่อมเด็ก อาจเป็นนิทานเรื่องแรกที่เราจะเล่าให้ลูกฟัง น้ำเสียงที่ไพเราะอ่อนโยน เป็นจังหวะคล้องจองกัน เช่น "โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ กระต่ายลอยคอ …." หรือ "กาเอ๋ยกา บินมาไวไว…" แม้ลูกจะยังไร้เดียงสาเกินกว่าที่จะเข้าใจเนื้อหาและถ้อยคำ แต่แกจะซึมซาบได้ดีถึงความหมายของน้ำเสียงที่คุณพ่อคุณแม่ถ่ายทอดออกมา แกจะนิ่งฟังด้วยดวงตากลมแป๋ว อาจยิ้มอย่างพออกพอใจหรืออืออาตอบ แล้วหลับไปอย่างมีความสุข พอลูกเริ่มรับลูกและตอบสนองการพูดและการฟังมากขึ้น ก็เล่านิทานเรื่องสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้แล้วล่ะค่ะ เรื่องอะไรก็ได้ใกล้ ๆ ตัว แล้วค่อย ๆ ขยายกว้างออกไปตามวัยของลูก ลูกเล็ก ๆ มักชอบฟังเรื่องที่เป็นคำพูดคล้องจอง หรือบทกลอน เราอาจจะท่องบทกลอนเก่าๆ เช่น จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง … หรือไก่เอ๋ยไก่ เลี้ยงลูกมาจนใหญ่ไม่มีนมให้ลูกกิน… หรือถ้าท่องไม่ได้จะหาเรื่องทำนองนี้มาอ่านให้ลูกฟังก็ไม่ผิดกติกา นิทานก็เช่นกันค่ะ คุณแม่บางคนบอก เล่าไม่ได้ เล่าไม่เป็น … ไม่ยากค่ะ อ่านหนังสือนิทานสำหรับเด็กให้ลูกฟังสิคะ เดี๋ยวนี้เขามีให้เลือกเต็มท้องตลาด หรือจะเล่าเรื่องซุกซนสนุกสนานในวัยเด็กของคุณพ่อคุณแม่เองก็ยังได้
เลือกเวลาเล่านิทานในยามที่อารมณ์ของทั้งคนเล่าและคนฟังโปร่งสบาย เป็นเวลาผ่อนคลาย เช่น หลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน (บางคนงานยุ่งมาก ๆ ได้เจอลูกจริง ๆ ก็ก่อนนอนนี่แหละ จงใช้ช่วงเวลานี้อย่างมีคุณภาพที่สุด) อุ้มลูกน้อยนั่งตัก หรือจะนอนอิงกันก็อุ่นดี ใช้น้ำเสียงที่มีชีวิตชีวา ดัดเสียงเข้ากับตัวละครแต่ละตัว ลูกก็ยิ่งชอบใจ เล่าสบาย ๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องพยายามหาแต่คำง่าย ๆ สั้น ๆ เพราะกลัวลูกไม่เข้าใจ ใช้คำใหม่บ้างก็ได้ค่ะ เพื่อลูกจะได้เรียนรู้ ถ้าลูกถามขึ้นมากลางคันก็อย่าไปดุว่า "เอ๊ะ เดี๋ยวสิ แม่ยังเล่าไม่จบเลย" ตอบลูกให้เข้าใจแล้วเล่าต่อ ไม่ต้องเล่ายาวเยิ่นเย้อ หรือซับซ้อนนักหรอก เพราะเด็กเล็ก ๆ ความสนใจของแกยังสั้น ถ้าเห็นลูกทำท่าไม่สนใจก็ไม่ต้องไปบังคับให้แกฟัง เปลี่ยนเรื่องคุยเสีย คราวหน้าค่อยเล่าให้ฟังใหม่ก็ได้
การปลูกฝังนิสัยที่ดีทำได้โดยแฝงในนิทานนี่แหละค่ะ คุณแม่ช่างเล่าอาจดัดแปลงนิทานเรื่องหนึ่งให้กลายเป็นนิทานหลายสิบเรื่อง เพื่อให้เหมาะกับสิ่งที่คุณอยากปลูกฝังหรืออยากเปลี่ยนนิสัยลูก เช่น เมื่อลูกดื้อ ชอบอมข้าว ไม่ยอมแปรงวัน หรือขี้เกียจอาบน้ำ นิทานเรื่องหมีน้อยก็อาจจะต้องเป็น หมีน้อยผอมเพราะชอบอมข้าว หมีน้อยฟันผุหรือหมีน้อยตัวเหม็นไม่มีใครเล่นด้วย เป็นต้น
จบแล้วคุยอะไรกับลูก
หลังเล่านิทานจบ คุณพ่อคุณแม่อาจคุยกับแกต่อถึงตัวละครแต่ละตัวในเรื่อง ถามความคิดเห็นของลูกว่า แต่ละตัวเป็นอย่างไร ลูกชอบตัวไหน เพราะอะไร ถ้าลูกพบเหตุการณ์เหมือนในเรื่องจะทำอย่างไร จะร้องไห้ไหม เพราะอะไร เป็นต้น พยายามตั้งคำถามที่กระตุ้นให้ลูกใช้ความคิดและจินตนาการมากกว่าให้ลูกตอบแค่ว่า ใช่ ไม่ใช่ วิธีนี้นอกจากจะเพิ่มความใกล้ชิดสนิทสนมแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังเข้าใจลูกมากขึ้นอีกด้วยนะคะ
นิทานบางเรื่องอาจมีตัวละครที่น่าสงสารหรือจบแบบเศร้า ๆ ที่ลูกอาจจะไม่ยอมรับ เราต้องเข้าใจความพร้อมของการรับรู้ของลูกด้วย ควรอธิบายง่าย ๆ แต่มีเหตุผลว่าที่เป็นอย่างนั้นเพราะอะไร และจะไม่เป็นอย่างนั้นถ้าตัวละครนั้นทำดี ไม่ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสุดขีด ชนิดที่ไม่ยอมให้ลูกได้ยินได้ฟังเรื่องทำนองนี้แม้แต่นิดเดียวเพราะกลัวลูกสะเทือนใจหรอกนะคะ เพราะในชีวิตจริง ๆ ลูกอาจจะต้องมีโอกาสพบสิ่งที่ทำให้แกทั้งดีใจและเสียใจ เพราะฉะนั้นทางที่ดีคือให้ลูกได้ฟังบ้างล่ะ แต่ต้องอธิบายพูดคุยอย่างนุ่มนวล และรับฟังความเห็นของเจ้าตัวกะเปี๊ยกไปด้วย
บางครั้งที่เล่านิทานจบ ลูกอาจจะรบเร้าให้เราเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือซักไซ้อยู่นั่นแหละ ก็อย่าเพิ่งเบื่อซะก่อนนะคะ ถึงจะง่วงเต็มแก่ก็เถอะ เพราะนั่นแสดงว่าลูกกำลังเกิดความประทับใจ หรือเกิดความสนใจในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่บอกเล่า อย่าไปทำลายช่วงเวลาที่มีค่านี้ด้วยท่าทีรำคาญหรือดุว่า "พอได้แล้ว นอนซะทีได้มั้ย" เพราะลูกอาจจะไม่กล้าซักถามอะไรเราอีกเลยก็ได้
แต่ก็ไม่แน่นะคะ บางครั้งเล่าไปสักค่อนเรื่อง ลูกก็อาจจะหลับปุ๋ยไปซะแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องถึงขนาดปลุกลูกขึ้นมานั่งฟังต่อหรอก ปล่อยให้ลูกได้ต่อตอนจบที่แสนสนุกในฝันของแกเองเถอะค่ะ
ขอให้หลับฝันดีทั้งครอบครัวนะคะ
เรื่องที่คาดไม่ถึง:อาหารสมอง
มีคู่รักคู่หนึ่งนั่งรถเมล์ที่กำลังตรงไปในเมืองในหุบเขา
มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้ลงกลางทางหลังจากที่พวกเขาได้ลงแล้ว
รถเมล์ก็วิ่งต่อไปแต่เพียงไม่นานก็มีหินก่อนขนาดมหึมา
ได้ตกลงมาจากที่สูงมาก และทับรถเมล์คันนั้นพังยับเยิน
ทุกคนที่อยู่ในรถในเวลานั้นเสียชีวิตทั้งหมด
คู่รักคู่นั้นเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็พูดขึ้นว่า
"ถ้าพวกเรายังอยู่ในรถคันนั้นก็ดีน่ะซิ!"
คนส่วนใหญ่น่าจะคิดว่า "ยังดีนะที่เราลงจากรถก่อน!"
แต่คู่รักคู่นี้กลับพูดสิ่งที่ต่างจากคน
ส่วนใหญ่ คุณคิดว่าเพราะอะไร???
________________________________
ตอบมาก่อนนะว่าคิดว่าไง เดี๋ยวจะเฉลยทีหลัง
ขอเฉลยนะครับ
________________________________
ถ้าพวกเขายังคงอยู่และไม่ได้ลงจากรถ
รถเมล์คันดังกล่าวก็จะไม่ต้องหยุดรถเพื่อพวกเขา
และจะขับเลยตำแหน่งที่หินถล่มลงมา!!
ในชีวิตของพวกเรานั้น
ให้ลองมองด้วยมุมมองที่ต่างจากของตัวเองและพยายามเข้าใจ
และช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น อย่าได้ใช้ชีวิตอย่างขาดสติและเฉยเมย
ทำเพื่อตัวเองอีกต่อไปเลย
คุณตอบปริศนาข้างบนถูกมั้ยครับ?
ถ้าคุณตอบถูก(โดยไม่เคยอ่านที่อื่นมาก่อนนะ) แปลว่าผมตาถึงมาก
ที่ได้คุณมาเป็นเพื่อน แต่ถ้าคุณตอบผิด
ก็ยินดีกับคุณด้วยที่เป็นเหมือนผม
และขอให้ช่วยส่งข้อความนี้
ต่อไปให้กับเพื่อนที่คุณรักด้วย
24เรื่องแปลกๆระดับโลก! ที่คุณอาจคาดไม่ถึง!!.....
|
เรื่องแปลกๆที่คุณคาดไม่ถึง^-^
*ถ้าคุณตะโกนนาน 8 ปี 7 เดือน กับอีก 6 วัน คุณจะใช้พลังงานเสียงที่ได้ ไปอุ่นกาแฟได้ แก้วนึง (น่าลองจัง)
*ถ้าคุณตดอย่างต่อเนื่องนาน 6 ปีกับอีก 9 เดือน แก๊สที่ได้จะเทียบเท่าระเบิดปรมาณูลูกนึง เลยทีเดียว (วุ้ย....จริงดิ)
*หัวใจมนุษย์มีแรงดันพอที่จะสามารถสูบฉีดเลือด ได้ไกลถึง30ฟุต (โห....)
*หัวใจมนุษย์มีแรงดันพอที่จะสามารถสูบฉีดเลือด ได้ไกลถึง30ฟุต (โห....)
*หมูจะมีช่วงถึงจุดสุดยอดนานถึง 30 นาที (อ๊ะโหยว...) *แมลงสาบจะมีชีวิตอยู่ได้นาน 9 วัน โดยไม่มี หัว (ว้าย..ไม่มีหัวนานจัง)
*โขกหัวเข้ากับกำแพงจะใช้พลังงาน 150 แคลอรี่ต่อชั่วโมง(แล้วใครจะทำเนี่ย)
*ตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้ไม่สามารถร่วมเพศได้ ขณะที่ยังมีหัวอยู่ (ตัวเมียก็รอแย่เลยสิ ไม่อยากรอก็ตัดหัวตัวผู้ทิ้งซะ)
*ตัวเห็บสามารถกระโดดได้ไกลถึง 350 เท่า ของความยาวตัวมันเอง (มิน่าล่ะ หมาที่บ้านไม่ได้ออกไปไหน ยังมีเห็บเลย) *ปลาดุก มีตุ่มรับรสถึง 27,000 ตุ่ม (แล้วจะไปรับรู้ทำไม เดี๋ยวก็โดนจับทำ ปลาดุกฟูแล้ว)
*สิงโตบางตัวจะร่วมเพศถึง 50 ครั้งต่อวัน (แต่จะเทียบหมูได้ป่าว ไม่รู้) *ผีเสื้อรับรสที่ปลายเท้า(แล้วมันมีเท้าด้วย เหรอ งง..)
*กล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุดในร่างกายคือลิ้น (มิน่า คนบางคนเล่นลิ้นเก่ง แต่ไม่เห็นเหนื่อย) *คนถนัดขวาจะมีอายุโดยเฉลี่ยมากกว่าคน ถนัดซ้ายอยู่ประมาณ 9 ปี (อ้าว..ถ้าถนัด 2 ข้าง ก็ยิ่งอายุยืนขึ้นไปอีก สิ)
*ช้างเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ไม่สามารถกระโดดได้ (ถ้ากระโดดได้ จะเป็นยังไงเนี่ย) *ปัสสาวะแมวจะเรืองแสงใต้แสง BLACK LIGHT (ใช้ส่องธนบัตรปลอมได้ป่าว)
*ตาของนกกระจอกเทศใหญ่กว่าสมองของมันเอง (จริงๆเหรอ สมองเล็กกว่าตา)
*ตัวเห็บสามารถกระโดดได้ไกลถึง 350 เท่า ของความยาวตัวมันเอง (มิน่าล่ะ หมาที่บ้านไม่ได้ออกไปไหน ยังมีเห็บเลย) *ปลาดุก มีตุ่มรับรสถึง 27,000 ตุ่ม (แล้วจะไปรับรู้ทำไม เดี๋ยวก็โดนจับทำ ปลาดุกฟูแล้ว)
*สิงโตบางตัวจะร่วมเพศถึง 50 ครั้งต่อวัน (แต่จะเทียบหมูได้ป่าว ไม่รู้) *ผีเสื้อรับรสที่ปลายเท้า(แล้วมันมีเท้าด้วย เหรอ งง..)
*กล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุดในร่างกายคือลิ้น (มิน่า คนบางคนเล่นลิ้นเก่ง แต่ไม่เห็นเหนื่อย) *คนถนัดขวาจะมีอายุโดยเฉลี่ยมากกว่าคน ถนัดซ้ายอยู่ประมาณ 9 ปี (อ้าว..ถ้าถนัด 2 ข้าง ก็ยิ่งอายุยืนขึ้นไปอีก สิ)
*ช้างเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ไม่สามารถกระโดดได้ (ถ้ากระโดดได้ จะเป็นยังไงเนี่ย) *ปัสสาวะแมวจะเรืองแสงใต้แสง BLACK LIGHT (ใช้ส่องธนบัตรปลอมได้ป่าว)
*ตาของนกกระจอกเทศใหญ่กว่าสมองของมันเอง (จริงๆเหรอ สมองเล็กกว่าตา)
*ปลาดาวไม่มีสมอง (งั้นมันก็โง่น่าดูเลย)
*หมีขั้วโลกเป็นสัตว์ถนัดซ้าย (แล้วมันจะอายุสั้นไม๊...น้า) *มนุษย์และปลาโลมาเป็นสัตว์กลุ่มเดียวที่มี SEXเพื่อความสุขความพอใจ (แล้วหมู กับ สิงโตล่ะ)
*หมีขั้วโลกเป็นสัตว์ถนัดซ้าย (แล้วมันจะอายุสั้นไม๊...น้า) *มนุษย์และปลาโลมาเป็นสัตว์กลุ่มเดียวที่มี SEXเพื่อความสุขความพอใจ (แล้วหมู กับ สิงโตล่ะ)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)